ทำงานในโรงงานที่มีเสียงดังมากๆ ส่งผลกับหูอย่างไร? 

ปัญหาทางการได้ยินนั้น มีสาเหตุมาจากหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่ที่พบเจอได้บ่อยในระยะหลังมานี้ คือเคสที่ทำงานอยู่ในที่ที่มีเสียงมากเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด นั่นก็คือ 90 เดซิเบล โดยระดับเสียงที่ดังเกินไปนั้นเมื่อเกิดซ้ำๆ สะสมกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ระบบประสาททางการได้ยินมีปัญหา และกว่าจะรู้ตัวบางคนถึงขั้นหูดับไปเลยก็มี 

เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมา จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องดูแลตัวเองให้มากที่สุด ขั้นแรกคือต้องประเมิณตัวเอง ประเมิณสถานที่ ส่วนใหญ่โรงงานที่ได้มาตรฐานจะมีระบบป้องกันความปลอดภัยให้กับพนักงานอยู่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดตามมา แต่ก็มีบางโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือปล่อยปะละเลย ทำให้พนักงานอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และเมื่อเรารู้ตัวเองว่าอยู่ในความเสี่ยงนั้น ก็จงเตรียมรับมือให้พร้อม 

สิ่งแรกที่ควรต้องมีคืออุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเสียง นั่นก็คือที่ปิดหู เพื่อป้องกันไม่ให้หูได้รับเสียงที่ดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ยิ่งเราทำงานเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง ติดต่อกันนานหลายเดือนหรือเป็นปี จะทำให้เรามีโอกาสหูตึงได้มาก และถ้าไม่รับรักษาก็จะค่อยๆ เสียหายไปจนถึงขั้นหูดับได้ 

อย่างต่อมาคือเมื่อซื้อเครื่องอุดหูมาแล้ว ลองประเมิณดูว่าสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเราไม่ทำงานที่นี่จะเป็นอย่างไรบ้าง เปลี่ยนงานจะดีกว่าหรือไม่ เพื่อสุขภาพที่ไม่เสี่ยงอันตรายในอนาคต เพราะมองว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยง เพราะเราไม่ใช่คนที่มีปัญหาเรื่องหูมาตั้งแต่เกิด หากวันนึงเราเกิดหูดับขึ้นมา ก็ทำให้เราใช่ชีวิตได้ยากลำบากมากขึ้น ถ้าเลือกได้เราเลือกที่จะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงไม่ดีกว่าหรอ ? ยังมีงานอื่นให้ทำอีกเยอะ ชีวิตเราสำคัญมากนะ อย่าใช้ไปวันๆ 

แต่ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ และดูอาการแล้วว่าอาจจะสายเกินไป ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะแพทย์อาจรักษาได้ทันท่วงที หรืออาจหยุดระดับความเลวร้ายของอาการได้ที่หูตึง ใช้  เครื่องช่วยฟัง  ก็สามารถทำให้ดำเนินชีวิตต่อได้ เดี๋ยวนี้มีโรงพยาบาลที่ตรวจรักษาโรคนี้อยู่หลายที่

อาจจะไปที่เฉพาะทางไปเลย หรือตรวจกับคุณหมอตามโรงพยาบาลรัฐก็ได้ เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าหูของเราจะยังอยู่ดีไม่เสียหาย เพราะไม่ใช่แค่การไม่ได้ยิน

แต่บางครั้งอาจส่งผลกระทบมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นความดันโลหิตสูง จึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้ควบคู่ไปด้วย เพราะความน่ากลัวคือโรคแทรกซ้อนนี่ล่ะ บางคนแค่หูตึงก็ใช้ชีวิตลำบากแล้ว เจอโรคอื่นเข้ามาด้วยคงไม่สนุกแน่นอน 

วิธีการตรวจหูว่าหูมีอาการผิดปกติหรือไม

วิธีการตรวจหูก็มีหลายวิธีแต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู แพทย์จะทำการซักประวัติของผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับหูอย่างละเอียด

เกี่ยวกับการผิดปกติของหูหรืออาการสูญเสียการได้ยินของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยควรจะตอบคำถามที่แพทย์ถามให้ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับอาการป่วยของท่านว่าอาการทางหูของท่านว่ามีลักษณะอาการร้ายแรงแค่ไหนเป็นอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่แพทย์ต้องการทราบ ได้แก่ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการหูอื้อ หรือเริ่มมีอาการหูตึง มีอาการเจ็บหูอื่นๆแทรกซ้อนหรือไม่ หรือมีน้ำหนองในหูหรือป่าวและดูว่าด้านในของหูผิดปกติหรือไม่ เช่นแก้วหูอักเสบ หูมีผื่น หูมีน้ำหนอง

และร่วมถึงการมีอาการหูดับนั้นเริ่มเกิดอาการขึ้นตั้งแต่ตอนไหน และมีอาการแบบใด เจ็บหูหรือไม่ ได้ยินเสียงปกติดีหรือไม่ หรือมีการได้ยินเสียงแค่ข้างเดียวส่วนหูอีกข้างไม่ได้ยินหรือมีการได้ยินแต่ค่อนข้างเบา หรือมีลักษณะอาการที่เป็นแบบกระทันทีทันใด เป็นๆ หายๆ หรือค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆตามวันเวลาที่เป็นโรคผิดปกติของหู ส่วนอาการร่วมทางหู เช่น มีเสียงรบกวนในหู หรืออาการเวียนศีรษะ

หรือมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น อาการชาใบหน้า เดินเซ ปวดหัวแบบโลกหมุนหรือไม่ และแพทย์ก็จะมีการซักประวัติการใช้ยา และโรคประจำตัว ว่าใช้ยาตัวไหนในการรักษาอยู่หรือไม่ หรือแพ้ยาตัวไหนไหม เพราะการรักษาโรคหูผิดปกตินั้น

จำเป็นจะต้องกินยาเพื่อการรักษา และส่วนประวัติโรคหูตึงในครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญ ที่แพทย์จะทำการซักประวัติเพื่อวินิจฉัยการรักษาได้ถูกวิธีว่าควรจะรักษาแบบใด รวมไปถึงประวัติการของกิจกรรมของคนป่วยว่าทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการได้ยินหรือไม่ เช่น ยิงปืน จุดประทัด หรือทำงานในโรงงานที่มีเสียงดังหรือไม่เพื่อหาแนวทางในการรักษาให้หาย

แต่อย่างไรก็ตามการดูแลรักษาให้ตัวเองไม่ให้อยู่ในความเสี่ยงนี้ก็เป็นการรักษาตัวเองเช่นกันซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะไม่ทำให้เราเกิดโรคที่เกี่ยวกับหูได้ง่ายๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่ทันระวัง และมักจะเกิดโรคเกี่ยวกับหูแบบไม่ทันตั้งตัว

และคนส่วนจะพบอาการก็ช่วงที่มีอารการที่รุนแรงแล้ว ซึ่งการรักษาก็จะยิ่งยากไปอีก เพราะโรคที่เกี่ยวกับหูนั้นถ้ารู้อาการตั้งแต่อาการแรกเริ่มก็จะทำให้การรักษาได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือการรักษาก็อาจจะหายขาดได้แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าผู้ป่วยมีวินัยในการรักษามากน้อยแค่ไหนกินยาตามที่หมอสั่งไมหรือไปหาหมอตามที่หมอนัดหรือไม่ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เครื่องช่วยฟัง