สัญญาณเตือน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

“หลายคนคงต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานของอาการปวดหลัง จนบางครั้งก็รบกวนชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งหลายคนอาจทานยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือไปนวดบำบัด นวดแก้ปวดหลัง แต่อาการปวดหลังไม่ดีขึ้นจนต้องมาพบแพทย์”

อาการปวดหลังเกิดจากอะไร
อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้อหลังอักเสบ ข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ หมอนรองกระดูกสันหลังอักเสบ หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

“ปวดหลังร้าวลงขา” วัยทำงานอย่านิ่งนอนใจ
อาการปวดหลังร้าวลงขา ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรระวัง ซึ่งอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท โดยส่วนใหญ่พบมากที่สุดในวัยทำงาน

“โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท” คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลังทำให้ทรุดตัวและไปกดเบียดเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณเตือนได้ดังนี้

  1. ปวดหลัง หรือปวดบริเวณเอว เป็นๆ หายๆ

2. ปวดร้าวลงไปถึงขา น่อง หรือเท้า มีอาการชาร่วมด้วย

3. เดินได้ไม่ไกล จะมีอาการปวดชาลงไปถึงขา เหมือนเป็นตะคริว ต้องหยุดพัก แล้วถึงเดินต่อไปได้

4. ในรายที่อาการรุนแรง อาจมีอาการอ่อนแรงของขา กระดกข้อเท้าไม่ได้ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมการขับถ่าย

วิธีการดูแลรักษาผู้ที่เป็นหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

  • ปรับสภาพการใช้งานให้ถูกต้อง เช่น ไม่ควรนั่งอยู่กับที่นานติดต่อกันเกิน 1 ชั่วโมง ควรจะลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ หลีกเลี่ยงการก้มเงย ยกของหนักเป็นประจำ
  • การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบๆ หลัง และหน้าท้องให้แข็งแรง
  • การฝึกยืดกล้ามเนื้อหลัง เพื่อเป็นการลดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลัง
  • ทานยาแก้ปวด หรือกายภาพบำบัด ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ 80% จะมีอาการดีขึ้น

ปวดหลังแบบไหนที่ควรพบแพทย์

  • มีอาการปวดหลังเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน ทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • ปวดหลังร้าวลงไปถึงขา น่อง หรือเท้า มีอาการชาร่วมด้วย
  • มีอาการก่อนแรงของขา กระดกข้อเท้าไม่ได้

หากมีอาการดังกล่าว ควรมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ไม่ควรชะล่าใจหรือปล่อยทิ้งไว้ เพราะคุณอาจกำลังเสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทได้

โรคที่คุณไม่เคยรู้จัก “ตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด”

เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของตะกอนหินปูนในหูชั้นใน โดยปกติแล้วภายในหูชั้นในของเราจะมีอวัยวะที่ควบคุมการทรงตัวได้แก่ Utricle, Saccule และ Semicircular canal ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับก้นหอย ในส่วน Utricle จะมีตะกอนหินปูน (Otoconia) ที่เคลื่อนไปมาโดยไม่หลุด มีหน้าที่รับรู้การเคลื่อนที่ของศีรษะ แต่หากเกิดการสั่นสะเทือนที่ทำให้ตะกอนหินปูนดังกล่าวเกิดหลุดออก แล้วไปเคลื่อนที่ไปอยู่ในส่วน Semicircular canal จะส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลาง และกระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนขึ้นมาได้

อุบัติการณ์

  • อายุ 30-70 ปี มักพบในคนสูงอายุ > 60 ปี
  • เพศหญิง:เพศชาย 1.5-2:1
  • มักเกิดในหูข้างใดข้างหนึ่ง พบในหูสองข้างได้ร้อยละ 15

สาเหตุ

  • ความเสื่อมตามวัย
  • อุบัติเหตุ โดยเฉพาะการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณศีรษะ
  • โรคของหูชั้นใน
  • การผ่าตัดหูชั้นกลางหรือหูชั้นใน
  • การติดเชื้อ
  • หลังผ่าตัดใหญ่ที่ต้องนอนนาน ๆ
  • การเคลื่อนไหวศีรษะซ้ำ ๆ เช่น ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต้องก้ม ๆ เงย ๆ หรือทำความสะอาดที่
  • ต้องก้ม ๆ เงย ๆ บ่อย
  • ไม่ทราบสาเหตุ

อาการ

  • เวียนศีรษะบ้านหมุน โคลงเคลง เสียการทรงตัวเมื่อมีการเคลื่อนไหวของศีรษะอย่างรวดเร็ว
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • อาการมักเป็นวินาทีหรือนาที
  • ไม่มีภาวะหูอื้อหรือเสียงดังในหู
  • สามารถกลับเป็นซ้ำได้อีกในเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี

การรักษา

  • ใช้ยาบรรเทาอาการเวียนศีรษะ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน
  • ทำกายภาพบำบัด เป็นการขยับศีรษะและคอโดยใช้แรงดึงดูดของโลกเพื่อเคลื่อนตะกอนให้กลับเข้าที่
  • บริหารและฝึกระบบประสาททรงตัว