วิกฤตฝุ่น PM2.5 ปัญหาที่ยังไม่มีทางแก้

     กลายเป็นประเด็นร้อนตลอดทั้งสัปดาห์เกี่ยวกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งนับวันจะทวีความรนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยวันนี้มีการวัดค่าฝุ่นซึ่งพบว่ามีค่าเฉลี่ยเพิ่มสูงกว่าเมื่อวานอีก จนวันนี้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มลพิษทางอากาศสูงขึ้นมาเป็นดับที่สิบสองของโลกแล้ว

และในขณะนี้ทางคณะรัฐมนตรีต่างๆ ต่างกำลังปรึกษาหารือกันถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและการหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งหลายฝ่ายก็มีการเสนอทางแก้ไข เช่นห้ามนำรถยนต์ส่วนตัวมาวิ่งในเขตกรุงเทพ วิ่งได้แต่รอบนอกเท่านั้น

เหมือนกับที่บางประเทศทำ แต่ก็ได้รับการคัดค้าน และตอนนี้ทางรัฐมนตรีก็มีการประกาศออกมาให้เด็กนักเรียนงดกิจกรรมหน้าเสาธงในตอนเช้า ไม่ต้องเข้าแถว เพราะในช่วงเช้าของทุกวันตั้งแต่ 6.00 -09.00 น. เรามักจะเห็นหมอกฝุ่นหนาแน่นในทุกพื้นที่ซึ่งเป็นอันตรายต่อคนที่หายใจเอาอากาศเข้าไปเป็นอย่างมาก 

          ในขณะนี้การแก้ไขที่ทางผู้ว่าฯ อัศวินออกมาประกาศการแก้ไขเฉพาะหน้าไปก่อนก็คือ ประกาศให้โรงเรียนจำนวน สี่ร้อยสามสิบเจ็ดแห่งหยุดเรียนเป็นการชั่วคราวไปก่อนเพื่อลดปัญหาผลกระทบเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 และให้ข้าราชการบางหน่วยงาน บางหน่วยสังกัดเข้าทำงานช้าจากเดิมจะต้องเข้างานเวลา 8.00 น. ก็เปลี่ยนเป็นเข้างานเวลา 10.00 น.

แทนและการเลิกงานจากที่ต้องเลิกงานเวลา 15.30 น. เปลี่ยนเป็นเลิกงานเวลา 18.00 น. แทน ซึ่งจะเป็นการลดการจราจรที่หนาแน่นในช่วงเช้าและช่วงเย็นเป็นการลดปัญหามลพิษทางอากาศและจำให้ข้าราชการที่มีหน้าที่บริการประชาชนในช่วงเวลา 08.00-15.30

ทำงานตามเวลาเดิมไปก่อนเพื่อไม่ให้ผลกระทบกับประชาชน และขั้นตอนการเลื่อนการเข้างานนี้จะดำเนินการไปจนกว่าปัญหาฝุ่น pM2.5 จะดีขึ้น และในตอนนี้ทางรัฐบาลได้เตรียมหน้ากากอนามัยมาไว้คอยแจกให้กับประชาชน โดยจะนำไปไว้ที่ศูนย์บริการสาธารณะสุขของแต่ละที่รวมทั้งหมด 68 จุดเฉพาะในเขตกรุงเทพ และจะนำไปวางไว้ตามสถานีรถไฟฟ้าตามสถานีต่างๆ

เพื่อให้ประชาชนที่ลืมใส่หน้ากากอนามัยออกมาจากบ้านได้มีหน้ากากใช้เป็นการป้องกันตัวเองชั่วคราวไปก่อน เพื่อรอให้อากาศดีขึ้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีการที่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุแต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ซึ่งหากปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังคงวิกฤตอยู่แบบนี้ ประเทศไทยคงมีคนป่วยมากขึ้นอีกเท่าตัว ดังนั้นประชาชนทุกคนควรหันมาใส่ตัวเองกันมากขึ้น ควรสวมหน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านทุกครั้งและภายในบ้านควรมีที่ฟอกอากาศ เพื่อให้เราได้หายใจเอาอากาศที่บริสุทธิ์เข้าปอด เพราะถ้าหากเรายังคงสูดอากาศที่เป็นพิษอยู่ต่อไปแบบนี้มันจะเป็นการสะสมโรคโดยที่เราไม่รู้ตัว

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

การดื่มน้ำผลไม้นั้นดีอย่างไร

ในช่วงนี้เป็นเรื่องที่ผู้คนนั้นกลัวตายตื่นตัวกันมากเพราะว่าเริ่มหันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพกันอย่างมากขึ้นและส่วนในด้านของผู้ที่ผลิตก็ได้ตอบสนองความต้องการของสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคโดยที่มีคำว่าเพื่อสุขภาพออกกมาจำหน่ายกันอย่างมาก

นั่นก็คือน้ำผลไม้นั่นเองซึ่งก็มีให้เรานั้นเลือกอยู่ไม่ใช่น้อยการที่ดื่มน้ำผลไม้ทำให้เรารู้สึกว่าสดชื่น  และก็ช่วยในการดับกระหาย โภชนาการจะมีมากหรือว่าน้อยมากแค่ไหนผู้ที่บริโภคทุกคนนั้นต้องทราบ เพื่อที่จะได้คัดสรรอาหารการกินในแต่ละวันให้เป็นไปอย่างสมดุลและก็ร่างกายนั้นนั้นจะได้ประโยชน์มากที่สุดเรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับน้ำผลไม้ว่ามีอะไรบ้าง

ชนิดของน้ำผลไม้  น้ำผลไม้ที่เรานั้นเลือกที่มากินนั้นไม่ว่าจะเป็นที่ห้างสรรพสินค้าหรือว่าตามท้องตลาดที่เขานั้นได้บรรจุใส่ขวดเอาไว้นั้นมีอยู่สองแบบเท่านั้น 

  1. น้ำผลไม้สด  นั่นก็หมายถึงน้ำผลไม้ที่เขานั้นคั้นสดๆโดยที่เขานั้นไม่สารปรุงแต่อะไรเลยอย่างเช่น น้ำส้ม หรือว่าน้ำฝรั่งที่เขานั้นคั้นใหม่สดๆที่เราใส่ขวดนั้นขาย 
  2. น้ำผลไม้ที่ผ่านขบวนการอย่างเช่น น้ำผลไม้ชิดที่บรรจุในผลิตขึ้นด้วยวิธีที่ถนอมอาหารโดยที่ใส่สารกันบูดหรือว่าสารปรุงแต่เพื่อที่จะให้เก็บได้เอาไว้ให้นานขึ้น และก็น้ำผลไม้แบบนี้นั้นมีอยู่มากมายอย่างเช่น น้ำผลไม้ชนิด 100% ที่ทำกันสดๆที่หาได้ในท้องถิ่น  เช่น  ส้ม   ฝรั่ง  สับปะรดโยที่เติมกรดหรือว่าน้ำตาลลงไปซึ่งน้ำผลไม้ 100 % จะมีรสชาติที่ใกล้เคียงกับผลไม้มากที่สุด 

น้ำผลไม้ที่ผสมนั้นจะมีผลไม้ที่อยู่ในขวดหรือในกล่องนั้นมากกว่าหนึ่งชนิดและก็ส่วนใหญ่นั้นจะเติมน้ำตาลสารกันบูด  สี สารแต่รส  โดยที่มีน้ำผลไม้อยู่ 40 % หรือ 60 % 

น้ำผลไม้ยูเอชทีน้ำผลไม้แบบนี้อาจจะผลิตจากผลไม้ที่สดหรือว่าน้ำผลไม้ที่เข้มข้นแล้วก็เอามาเจือจางแล้วก็บรรจุขวด หรือผนึกกล่องสุญญากาศเพื่อที่จะได้เก็บได้นาน

น้ำผลไม้นั้นนั้นมีประโยชน์อย่างไร 

ในอาหารที่เรากินกันไม่ว่าจะเป็นผักสด ผลไม้สด จะให้วิตามินและก็แร่ธาตุที่ให้ประโยชน์มากมายและเรานั้นก็จะคิดว่าการที่เรากินผักและผลไม้นั้นและก็มากินน้ำผลไม้จะได้เพิ่มคุณภาพที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่าวันนี้เราจะมาบอกคำตอบกันว่าเป็นอย่างไร

แต่จะให้เราเปรียบระหว่างน้ำผลไม้และน้ำผลไม้ที่สดนั้นน้ำผลไม้ที่สดนั้นจะได้วิตามินที่เต็มที่กว่าเพราะว่าน้ำผลไม้ที่คั้นจะถูกสัมผัสกับแสงแดดและระหว่างที่ทำการเก็บนั้นจะทำให้วิตามินและก็แร่ธาตุบางชนิดสูญหายไป เช่น วิตามินซี หรือว่าวิตามินเอ เมื่อถูกแสงนั้นก็จะสลายหายไป 

 

สนับสนุนโดย  หวยฮานอยเล่นยังไง

ผลิตภัณฑ์มาร์คหน้าที่แนะนำ

การมาร์หน้านั้นเป็นสิ่งที่ช่วยในการดูแลและฟื้นฟูผิวหน้าแบบวิธีเร่งด่วน ซึ่งมาร์คหน้าแต่ละยี่ห้อและแต่ละชนิดนั้นก็จะมีสรรพคุณและสิ่งที่ช่วยในการฟื้นฟูผิวหน้าแตกต่างกันไป

โดยมาร์คแต่ละยี่ห้อชนิดนั้นก็ควรจะมีการเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวหน้าและเหมาะกับปัญหาผิวของตัวเองด้วย เพราะหากเราการเลือกใช้ที่เหมาะสมและตรงตามปัญหาผิวนั้น ประสิทธิภาพของมาร์จะสามารถทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง

ซึ่งผลิตภัณฑ์มาร์หน้านั้นก็จะมีทั้งแบบแผ่นมาร์คและแบบครีมมาร์ค แน่นอนว่าที่จะนำนำคือการใช้มาร์คแบบแผ่นมาร์ค เพราะว่าแผ่นมาร์คนั้นช่วยในการบำรุงได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากกว่ามาร์คแบบอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์แผ่นมาร์หน้าที่แนะนำตัวแรกจะเป็น แผ่นมาร์คหน้าของ Leaders Clinic เป็นมาร์คที่ได้รับความนิยมจากประเทศเกาหลีและมีการนำเข้ามา ราคาไม่แพง แผ่นมาร์คยี่ห้อนี้นั้นมากให้เลือกใช้และให้เหมากับสภาพปัญหาผิวทั้งหมด 8 สูตร

ซึ่งแต่ละสูตรนั้นก็จะมีคุณสมบัติในการดูแลผิวที่แตกต่างกันไป  แต่ตัวที่แนะนำคือสีม่วง เพราะเป็นตัวที่ได้รับความนิยมจากๆสาวๆอย่างมาก ตัวนี้จะช่วยในการลดเลือนริ้วรอย รอยสิวและปัญหารอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้าต่างๆ ช่วยในเรื่องการฟื้นตัวของผิวอย่างดีมาก

ช่วยปรับสภาพผิวให้สมดุลและช่วยให้หน้ากระจ่างลดความหมองคล้ำบนใบหน้าและเหมาะกับทุกสภาพผิวด้วย สามารถใช้ได้ทุกวันและจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้นหากมีการใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง และสามารถหาซื้อได้ง่ายที่ Watson ทุกสาขา และอีกสีแต่นิยมไม่แพ้กัน

และช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างดี คือสูตรสีเขียว จะช่วยกระชับรูขุมขน เหมาะกับผู้ใช้ที่มีปัญหาเรื่องรูขุมขนกว้าง รูขุมขนไม่กระชับ และช่วยจัดการปัญหาเรื่องสิวอุดตันได้ดีอย่างมาก เมื่อมีการใช้อย่างต่อเนื่องจะเห็นได้ชัดเลยว่าปัญหาหน้ามันและปัญหาสิวนั้นลดลงด้วย มาร์คยี่ห้อนี้นั้นเป็นมาร์คที่มีขนาดแผ่นกำลังดี และมีกลิ่นหอมแต่กลิ่นหอมนั้นเป็นกลิ่นที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งแต่ละสูตรนั้นก็จะมีกลิ่นที่แตกต่างกันไป 

การมาร์คหน้าให้เกิดประสิทธิภาพและเห็นผลได้นั้นควรมีการทำอย่างต่อเนื่องทุกวันหรืออย่างน้อยสามครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์ และการมาร์คหน้าไม่ควรมาร์คและนอนหลับไป ควรมาร์คเพียงแค่ 15-20 นาทีเท่านั้นและเมื่อครบเวลที่กำหนดก็นำแผ่นมาร์คออกและนวดหน้าเบาๆก่อนจะล้างออก

หรืออาจจะเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการใช้เครื่องนวดช่วยนวด ก็จะทำให้มาร์คนั้นซึมลงใบหน้ามากขึ้นและทำให้ผลลัพธ์นั้นเพิ่มประสิ่ทธิภาพมากขึ้นด้วย และผลลัพธ์แต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่สภาพผิวหน้าของแต่ละคนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

ความเชื่อผิดๆในการลดความอ้วน

น้ำหนักลดลงนั้นไม่ได้แปลว่าเรานั้นผอมลงบางคนอาจจะสงสัยว่าอ้าวน้ำหนักลงไม่ได้ผอมลงหรอกหรอ ซึ่งจริงๆแล้วนั้นน้ำหนักลงไปนั้นอาจจะเกิดจากการลดลงของไขมันของกล้ามเนื้อหรือน้ำหรือเปล่า

ในคนที่สามารถลดน้ำหนักได้ในระยะเลาอันสั้นนั้นน้ำหนักที่มีการหายไปนั้นไม่ใช้การลดลงของไขมันส่วนใหญ่จะเป็นการลดลงของน้ำหรือกล้ามเนื้อในร่างกายนั่นเอง อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรานั้นไม่รู้ตัวหลายๆคนแค่น้ำหนักลงก็ดีใจมากๆแล้ว

แต่หากคิดในอีกแง่หนึ่งว่าถ้าหากเราน้ำหนักลงแต่ในร่างกายไม่มีการลดลงของไขมันแต่เป็นกล้ามเนื้อที่ลดลงนั้นก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเช่นกัน เพราะการที่น้ำหนักลดในระยะเวลาอันรวดเร็วนั้นก็อาจจะส่งผลให้น้ำหนักกลับมาขึ้นเร็วได้ในอนาคตหรือที่เรียกว่าโยโย่เอฟเฟ็คนั่นเอง

เคยสังเกตไหมว่าบางคนนั้นที่น้ำหนักมากกว่าเราแต่รูปร่างและหุ่นนั้นดูผอมและเพียวบางกว่าเราก็เพราะว่าเค้าอาจจะมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันนั่นเอง เพราะกล้ามเนื้อนั้นมีปริมาณที่หนักกว่าไขมัน และการออกกำลังกายนั้นถือเป็นการสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา

เมื่อเราออกกำลังกายไประยะหนึ่งแล้วก็จะทำให้เรามีกล้ามเนื้อและเมื่อกล้ามเนื้อมันหนักกว่าไขมันจึงทำให้เรานั้นมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่ในส่วนของสัดส่วนนั้นจะลดลงถึงแม้ว่ากล้ามเนื้อจะหนักกว่าไขมันก็จริงแต่ขนาดกล้ามเนื้อจะเล็กกว่าไขมันนั่นเอง

ดังนั้นการที่เราออกกำลังกานแล้วน้ำหนักขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่น่ากลัวแต่อย่างใดและเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพด้วยเพราะกล้ามเนื้อยิ่งเรามีเยอะเท่าไหร่กล้ามเนื้อจะเป็นช่วยไปช่วยในการเผาผลาญไขมันและพลังงานนั่นเอง

สิ่งที่เป็นความเชื่อผิดๆในการลดน้ำหนักที่หลายๆคนเข้าใจกันคือเรื่องการกินอาหารนั่นเอง เมื่อร่างกายกินน้อยก็จะทำให้ร่างกายนั้นเข้าสู่โหมดที่กักเก็บทุกอย่างไว้ในร่างกายเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดในแต่ละวันได้นั่นเอง ในการที่เรากินน้อยหรือกินอาหารไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายต้องการนั้น จะทำให้ร่างกายเรานั้นเผาผลาญน้อยลงนั่นเองและ

ทำให้น้ำหนักหรือความอ้วนที่เราจะลดนั้นไม่สามารถลดลงได้เนื่องจากร่างกายเข้าหมวดกักเก็บนั่นเอง ดังนั้นการที่จะสามารถลดความอ้วนได้อย่างดีนั้นคือการไม่อดอาหารและรกินอาหารให้เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายเราต้องการ

และเรื่องการนับแคลลอรี่ถือเป็นเรื่อวที่ดีสำหรับคนที่ไม่สามารถควบคุมการกินได้ ดังนั้นการนับแคลลอรี่อาจจะช่วยได้ในช่วงระยะแรกๆเพื่อให้เราเห็นภาพสิ่งที่เราจะกินในแต่ละครั้งนั่นเอง แต่เราไม่ควรเอาตัวเลขแคลลอรี่เหล่านี้นั้นมากดดันหรือมาคิดจนเครียดเกินไป เพราะนอกจากเครียดแล้วก็อาจจะทำให้ลดน้ำหนักไม่ได้ด้วยนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

คนที่ผมเสีย และแห้งต้องรู้ 

เมื่อผมของเรานั้นเสีย ขาด หลุด ร่วงนั้นทำให้เรานั้นรู้สึกเป็นกังวนกับผมของเราอย่างมาก บางคนถึงขั้นเครียดหนักเมื่อผมของเรานั้นขาดร่วง  เพราะว่าไม่มีใครที่อยากจะมีสภาพผมที่แย่ เพราะว่าอาจจะทำให้เรานั้นสุขภาพเสียไปเลยก็มี

ก่อนที่เรานั้นจะบำรุงเส้นผมนั้นเราควรที่จะมาเรียนรู้ว่าตัวเราเองก่อนว่าสุขภาพผมของเรานั้นเป็นแบบไหนที่ต้องดูแลและบำรุงให้ถูกจุด เพราะว่าถ้าเราไปเลือกซื้อของที่จะมาบำรุงผมแต่เรานั้นไม่ศึกษาหาข้อมูลก่อน อาจจะทำให้เราเสียเงินสูนเปล่าเลยก็ว่าได้   ก่อนอื่นเรานั้นต้องแนะนำในเรื่องของเส้นผมก่อน สำหรับคนที่ผมเสียขาดหลุดร่วงนั้นต้องรู้ 

   เส้นผมของเรานั้นสร้างด้วยโปรตีนที่เรียกว่าเคราติน เป็นเส้นใยที่ทำให้เส้นผมของเรานั้นแข็งแรง   ส่วนคนที่ผมแห้งและเสีย หรือว่าฉีกขาดได้ง่ายนั้น เส้นผมจะไม่เรียงตัวกัน  ซึ่งส้นผมของเรานั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน  เส้นผมที่งอกเหนือหนังศีรษะ  และส่วนที่สอง คือเป็นส่วนที่ฝํงอยู่ใต้ของศีรษะ

โครงสร้างเส้นผมของเรานั้นมีส่วนประกอบอยู่สามส่วนคือ   เกล็ดของผม    ชั้นเนื้อผม   และชั้นแกนของผมและมีซึ่งหน้าที่นั้นแตกต่างกัน 

   เกล็ดผม  ของเรานั้นมีลักษณะเหมือนเป็นเกล็ดปลาที่ซ้อนกันอยู่ เกล็ดผมนั้นไม่มีสี เป็นเกล็ดใสๆ โปร่งแสงซึ่งเป็นส่วนที่ซึมผ่านของเส้นผม  และยังเป็นปกป้อนชั้นผมไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น  เม็ดสี รวมไปถึงน้ำมันตามธรรมชาติของเส้นผม และเมื่อเกล็ดผมจะเปิดเมื่อผมของเรานั้นร้อนความชื้นทั้งจากธรรมชาติ

หรือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกล็ดผมนั้นถูกทำลายได้ และเมื่อผมของเรานั้นมีสุขภาพที่ดีนั้นเกล็ดของเส้นผมนั้นจะปิดและเรียงตัวกันเป็นอย่างระเบียบเรียบร้อย ส่วนคนที่มีผมเสียนั้นจะเกล็ดผมนั้นจะฉีกขาด ไม่สามารถที่จะเรียงตัวกันได้ และเกล็ดผมนั้นไม่สามารถที่จะป้องกันความชุ่มชื่นนั้นได้จึงทำให้ผมนั้นเสียได้ง่ายหากขาดการบำรุง 

   ชั้นเนื้อผม  เป็นชั้นที่มีความหนาที่สุด ของเส้นผม และเป็นชั้นที่ที่สำคัญที่สุดของเส้นผมเป็นแหล่งรวมของเมล็ดสีเป็นจะนวนมากซึ่งเป็นตัวกำหนดสีผม มีช่องอากาศ โปรตีน  เคราติน และเส้นใยโปรตีนและเมื่อเรานั้นทำสีผมนั้นสารเคมีจะมาทำลายที่ชั้นนี้

   ชั้นแกนผม   นั้นเป็นชั้นที่ที่มีลักษณะกลม เกิดจากโปรตีน  และไขมัน  ซึ่งแกนผมนั้นไม่มีบทบาทในการทำงาน ส่วนมากนั้นจะพบในคนที่มีสุขภาพผมที่แข็งแรง  

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  v9bet

กฎหมายย้ำ ห้ามใช้ก๊าซหรือถ่านบนโต๊ะในห้องอาหาร

กฎหมายย้ำ ห้ามใช้ก๊าซหรือถ่านบนโต๊ะในห้องอาหาร
กรมอนามัย ย้ำ กฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องมือปิ้งย่างจากก๊าซหรือถ่านบนโต๊ะในห้องอาหาร ชี้เกิดเหตุแล้วควบคุมยาก อนุญาตเพียงแค่ระบบกระแสไฟฟ้าเพียงแค่นั้น ชี้เป็นหน้าที่ท้องถิ่นดูแลควบคุมติดตาม

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้พูดถึงกรณีเหตุอัคคีภัยห้างฟอร์จูน รัชดาภิเษก ซึ่งมีต้นไฟมาจากห้องอาหารปิ้งย่างว่า หัวข้อนี้ยังไม่รู้เนื้อหาเด่นชัด แต่ว่าปัจจุบันนี้มีข้อบังคับระบุเรื่องเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้เสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ที่ให้ความร้อนนั้นข้อบังคับอนุญาตเฉพาะเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้กระแสไฟฟ้าเพียงแค่นั้น ส่วนจำพวกอื่นๆไม่ว่าจะเป็นก๊าซหรือถ่าน ข้อบังคับไม่อนุญาตให้ทำเพราะว่าเวลาเกิดเหตุแล้วควบคุมดูแลได้ยาก เว้นเสียแต่ในครัวซึ่งมีระบบระเบียบดูแลเฉพาะอยู่ แม้กระนั้นหากเป็นข้างในร้านค้า บนโต๊ะอาหารของคนซื้อจะไม่อนุญาตเลย เพื่อลดการเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้น เนื่องด้วยก่อนหน้าที่ผ่านมาพบว่ามีการเกิดเหตุอันตรายอยู่บ่อยมาก การใช้วัสดุอุปกรณ์เหล่านี้เหมือนกับว่าควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือว่าเป็นรุ่นไหน ใช้เช่นไร ควบคุมเช่นไร ไม่เช่นนั้นจะมีอันตรายได้

นักข่าวถามคำถามว่าเดี๋ยวนี้ร้านค้าปิ้งย่างที่ให้ผู้ใช้ปิ้งย่างบนโต๊ะอาหาร ได้ตรวจสอบไหมว่ามีลักษณะเช่นไร พญ.พรรณพิมล บอกว่า กรมอนามัยจะมองตาม พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พุทธศักราช 2535 แล้วก็ที่ปรับแต่งเพิ่มอีก ซึ่งออกเป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่รับไปปฏิบัติงาน และสุ่มตรวจ เพราะว่าเวลาเปิดห้องอาหารจำต้องมาขออนุญาตแล้วก็กำหนดชนิดห้องอาหารที่จะเปิด ด้วยเหตุนั้น พอลงไปตรวจก็จะพบว่าทำตามที่มาขอหรือเปล่า ขณะนี้ในส่วนของจังหวัดกรุงเทพมหานครนั้น จำนวนห้องอาหารมีจำนวนมากขึ้น เพราะภายหลังจากกรมอนามัยมอบสิทธิ์ให้ท้องถิ่นดูแลจัดแจงแล้ว ทางท้องถิ่นไม่จำเป็นที่ต้องรายงานให้กรมอนามัยรู้ก็ได้ แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็มีความร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการมาตลอด กรมฯ ก็ลงพื้นที่บ้าง บางเรื่องที่ท้องถิ่นไม่สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ กรมอนามัยก็จะลงไปช่วยส่งเสริม

“กรณีเกิดเหตุไฟลุก หรืออันตรายที่เกิดในห้องอาหารต่างๆโดยหลักการพวกเราจะลงไปไต่สวนต้นสายปลายเหตุเพื่อหาวิธีการป้องกัน ซึ่งหากเป็นไฟไหม้ ระบบสืบสวนจะต้องแจ้งชัดอยู่แล้วว่าเป็นแบบไหนเช่นไร ต้นเหตุของการเกิดไฟไหม้มาจากไหน โดยชอบด้วยกฎหมายท้องถิ่นควรจะเป็นผู้ดำเนินงานเอาผิด” พญ.พรรณพิมล กล่าว

อาหารมื้อไหนก็สำคัญต่อสุขภาพ

ในหนึ่งวันเราต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำแน่นอนว่าจ้องใช้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งพลังงานเหล่านั้นมาจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ซึ่งจ้เป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องทานอาหารอย่างน้อยวันละ 3 มื้อ หรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น เพื่อให้ร่างกายสมดุล ไม่ขาดสารอาหาร และได้รับปริมาณอาหารอย่างเหมาะสมในแต่ละวัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมาทำความรู้จักกับอาหารแต่ละมื้อกันหน่อย และอาหารมื้อไหนสำคัญที่สุด

มื้อเช้า ร่างกายต้องการสารอาหารมากอย่างยิ่ง เพราะเราอดอาหารมานานกว่า 12 ชั่วโมง ตั้งแต่มื้อดึกของเมื่อวานจนถึงเช้านี้ ทำให้เราจำเป็นต้องทานอาหารเช้าเพื่อให้ร่างกายนำสารอาหารที่ได้จากมื้อนี้ไปใช้ทำกิจกรรมทั้งวันจนถึงเย็น

ความสำคัญของอาหารมื้อเช้า
– คนที่กินอาหารเช้าจะมีเอนเนอร์จี้ในการทำงานได้นานกว่าคนที่ไม่ได้กิน
– ช่วยลดปริมาณอาหารที่อยุ๋ในมื้อที่เหลือ การกินอาหารเช้าทำให้ลดปริมาณการกินอาหารว่างระหว่างวันน้อยลง
– คนที่ไม่กินอาหารเช้า มีอัตราการเผาผลาญอาหารต่ำกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นจำประ
– เด็กที่กินอาหารเช้าจะมีสมาธิในการเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้า

มื้อกลางวัน ถือเป็นมื้อที่ช่วยให้ร่างกายสามารถดำเนินไปได้ทั้งวัน เพราะเป็นการเติมพลังงานที่เหลือมาจากมื้อเช้า ดังนั้นการทานมื้อกลางวันจึงควรทานให้พอเหมาะกับการใช้งานของร่างกายอาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่ามื้อเช้าเล็กน้อย แต่แนะนำให้น้อยกว่า

มื้อเย็นหรือมื้อค่ำ คือมื้ออาหารที่คุณกินก่อนนอน และในการนอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเอง เป็นการพักผ่อนหลังจากการทำงานหนักของอวัยวะต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ช่วงนี้ร่างกายจะใช้พลังงานน้อยที่สุดในรอบ 24 ชั่วโมง มื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่สำคัญน้อยสุด และเราควรทานให้น้อยที่สุด ร่างกายไม่ได้ใช้งาน หากทานมากเกินไป จะเกิดผลเสียต่อร่างกายได้อีกด้วย เพราะโดยปกติเวลาที่เรากินอาหารเข้าไป เลือดส่วนใหญ่จะไปเลี้ยงอยู่ที่กระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร เพื่อย่อยและดูดซึมสารอาหาร ดังนั้นขณะที่เราหลับหากวันได้ที่ทานมาก เลือดก็จะไม่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เรานอนหลับแบบไม่มีคุณภาพ หลับไม่เต็มอิ่ม และรู้สึกไม่สดชื่นเมื่อตื่นมา แม้ว่ามื้อเย็นนี้จะไม่มีความจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามกินเลย กินน้อยๆ และควรกินแค่พอให้ร่างกายไม่ต้องทนต่อความหิวเท่านั้น

หอมแก้ม-จับมือ เด็กน้อย อาจทำให้เด็กๆป่วย

เมื่อเราพบเจอเด็กเล็กเด็กน้อย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีน่าตาน่ารักหรือหล่อสวย คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เอ็นดูเด็ก ๆ แล้วอดที่จะเล่นด้วยไม่ได้ แต่การที่เราจะสัมผัสกับเด็กเล็กโดยตรงแบบไม่ได้ระวังเรื่องความสะอาดเลย อาจจะทำให้เด็กๆ ติดเชื้อโรคจนป่วยได้ง่ายๆ ซึ่งถ้าหากเป็นลูกหลานของเราก็คงยังที่จะสามารถเข้าไปดูแลเพื่อชดเชยความผิดนี้ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ลูกหลานเราล่ะ ทำผิดไม่พอ บางครั้งอาจจะโดนพ่อหรือแม่ของเด็กต่อว่าได้ ทั้งนี้ด้วยความที่ร่างกายของผู้ใหญ่กับเด็กนั้นไม่ได้แตกต่างกันแค่ขนาดรูปร่าง แต่แตกต่างกันที่ภูมิคุ้มกันด้วย เพราะเด็กๆ นั้นยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงมากพอเท่าผู้ใหญ่นั่นเอง

โรคที่ติดต่อจากผู้ใหญ่สู่เด็กได้จากการ “จับมือ-หอมแก้ม”

1. โรค RSV
RSV หรือชื่อเต็มว่า Respiratory Syncytial Virus คือ เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็กเล็ก โดยเชื้อไวรัสจะทำให้เด็ก ๆ ป่วยเป็นปอดอักเสบ มีเสมหะออกมามาก นอกจากนี้ยังอาจทำให้เยื่อบุหลอดลม และอวัยวะในระบบทางเดินหายใจต่าง ๆ บวมขึ้น และส่งผลให้เด็กมีอาการเหนื่อยหอบ และหายใจลำบาก ทำให้มีการสร้างสารคัดหลั่ง อย่าง เสมหะ ออกมาในปริมาณมาก หากเด็กที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคหอบหืดอยู่แล้ว อาการก็จะหนักกว่าเด็กคนอื่นๆ บางครั้งอาจถึงขั้นหยุดหายใจไปเป็นช่วง ๆ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้

2. โรค มือ เท้า ปาก
โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอ็นเทอโรไวรัส ซึ่งเป็นไวรัสที่แพร่เชื้อได้ง่ายในเขตร้อน และเขตอบอุ่น ระยะหลังๆมานี้ เริ่มพบโรคมือ เท้า ปาก กับเชื้อที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นที่ชื่อว่า EV71 ทำให้เด็กเล็กสมองอักเสบได้ โรค มือ เท้า ปาก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะพบว่าเป็นเด็กเล็กๆ ซะส่วนใหญ่ โยเฉพาะเด็กทารกอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่ปัจจุบันก็สามาถพบในได้เด็กที่โตขึ้น และผู้ใหญ่บางราย เช่น พ่อกับแม่ที่เป็นผู้ดูแลลูกน้อยที่กำลังป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก อยู่ ก็สามารถที่จะติดเชื้อและป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสนั่นเอง และเพียงแค่สัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูก น้ำลาย และน้ำจากตุ่มใส รวมถึงอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่ หรือติดต่อทางอ้อมจากการสัมผัสของเล่น กินอาหารหรือน้ำดื่มก็ติดเชื้อได้แล้ว

3. โรคไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่เป็นอาการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส influenza ที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน โดยจะมีอาการไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย โดยทั่วไปลักษณะอาการค่อนข้างคล้ายไข้หวัดธรรมดา เพียงแต่อาจมีอาการหนักกว่า และยาวนานกว่า เช่น ไข้สูง และนานกว่า ปวดเมื่อยตามตัวมากกว่า อ่อนเพลียมากกว่า ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อกันจากการรับเชื้อไวรัสผ่านอาการไอ จาม พูด ลมหายใจ ของผู้ที่ติดเชื้อ รวมไปถึงน้ำลายจากการใช้ช้อน แก้ว เดียวกัน หรือแม้กระทั่งสัมผัสข้าวของที่ผู้ป่วยสัมผัส หลังจากใช้มือป้องปากเวลาจามหรือไอด้วย

4. โรคทางเดินอาหาร
โรคทางเดินอาหาร หรือโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร หมายถึงการติดเชื้อของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากพวกแบคทีเรีย รองลงมาก็คือเชื้อไวรัสและปรสิต โดยมีอาการหลักๆ คือ อาจจะปวดท้องที่บริเวณช่องท้อง ร่วมกับท้องเสีย และมีไข้ได้ ทั้งนี้การรับเชื้อมักเกิดจากการบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด โดยเชื้อโรคที่อยู่ในตัวผู้ป่วยปนเปื้อนอยู่ในน้ำ อาหาร และมือ เข้าสู่ปาก โดยเชื้ออาจติดอยู่ที่เครื่องมือเครื่องใช้ในการอุปโภคบริโภค เช่น ช้อน แก้วน้ำ จาน ชาม รวมถึงการสัมผัสกับอาหาร สิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรคด้วย

การป้องกันลูกน้อยติดเชื้อโรคจากผู้ใหญ่
1. งดหอมแก้ม จับแก้ม จับมือ หรืออุ้มเด็กที่ไม่ใช่ลูกของตัวเอง เพราะผู้ใหญ่อาจมีเชื้อไวรัสที่ยังไม่แสดงอาการไปติดต่อสู่เด็กได้

2. หากต้องการสัมผัสหรือเล่นกับเด็ก ควรขออนุญาจผู้ปกครอง และล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง

3. ผู้ปกครองที่กลับมาจากที่ทำงาน ควรล้างมือให้สะอาดก่อนเข้าไปหาลูกทุกครั้ง

4. เด็กในวัยที่ไปโรงเรียน หากกลับมาจากโรงเรียน ต้องอาบน้ำ ล้างมือ ก่อนไปเล่นกับน้อง หรือเด็กเล็กคนอื่นทุกครั้ง

5. ไม่ควรพาเด็กเล็ก (อายุน้อยกว่า 6 เดือน) ไปที่ที่มีคนแออัด คนจำนวนมาก

6. ในช่วงการระบาดของโรค ควรงดพาเด็กออกไปในที่ที่มีคนแออัด หรือพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือสนามเด็กเล่น เพราะมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคที่อันตรายต่อสุขภาพได้ง่าย

บรรเทาหวัด ด้วยอาหารการกิน

เมื่อคุณรู้สึกคันคอหรือเริ่มจะมีน้ำมูกไหล นั่นแปลว่าคุณติดเชื้อหวัดเข้าแล้วหรือเปล่า จริงๆ ก็ไม่เสมอไป ถ้าคุณรู้วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงที่จะอาการจะพัฒนาเป็นไข้หวัดต่อไป ต่อไปนี้คือ 5 วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยสุดยอด อาหารแก้หวัด ที่จะช่วยต่อสู้กับอาการไข้หวัดที่คุณอาจกำลังเผชิญอยู่โดยอาจไม่ต้องพึ่งยาเลยก็ได้

อาหารแก้หวัด มีอะไรบ้าง

ซุปไก่
มีผลการวิจัยระบุว่า ซุปไก่สามารถบรรเทาอาการคัดจมูกและลดน้ำมูกได้ เพราะว่ามีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่ชื่อ ซิสเทอีน (cystenine) ที่พบในไก่ ซึ่งกรดอะมิโนตัวนี้จะช่วยลดการสร้างเมือกบริเวณโพรงจมูก หน้าอก และลำคอ จึงช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวไปด้วย

นอกจากนี้ การเติมส่วนประกอบอื่นๆ ลงในซุป เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยวและผักชนิดอื่นๆ จะช่วยเพิ่มพลังการเยียวยาอาการหวัด คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในเส้นก๋วยเตี๋ยวจะช่วยเพิ่มระดับพลังงานให้กับคุณ ในขณะที่ผักอื่นๆ นั้นจะช่วยเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ในซุป ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

กระเทียม
การเพิ่มกระเทียมลงไปเล็กน้อยในอาหารจะช่วยให้รสชาติดีขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในกระเทียมนั้นสามารถต้านไวรัสและช่วยคุณป้องกันหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย นอกจากนี้ กระเทียมยังมีส่วนประกอบของน้ำมันที่มีชื่อเรียกว่า อัลลิซิน (allicin) ซึ่งสารตัวนี้เองทำให้กระเทียมมีกลิ่นฉุน ออกฤทธิ์ทำหน้าที่ต้านหวัดได้อย่างดีเยี่ยม

คุณอาจไม่ชอบรับประทานกระเทียมแบบสดๆ แต่สามารถเลือกรับประทานกระเทียมในรูปแบบของอาหารเสริมได้ เช่น ผงกระเทียม น้ำมัน หรือสารสกัดจากกระเทียม ก็มีฤทธิ์ในการรักษาเช่นเดียวกัน และคุณไม่จำเป็นต้องรับประทานในปริมาณมาก เพียงรับประทานวันละหนึ่งถึงสองกลีบก็เพียงพอแล้ว

น้ำผึ้ง
คุณอาจมีภาพความทรงจำในวัยเด็กที่คุณยายตักน้ำผึ้งใส่ช้อนชาให้คุณรับประทานตอนที่คุณมีอาการเจ็บคอ คุณยายของคุณทำสิ่งที่ถูกต้องมาก เนื่องจากมีงานวิจัยระบุว่า น้ำผึ้งสามารถลดอาการไอ โดยจะไปเคลือบบริเวณลำคอและช่วยบรรเทาการเกิดการระคายเคืองได้

อันที่จริง น้ำผึ้งมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการไอมากกว่ายาแก้ไอจากร้านขายยาเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำผึ้งบัควีทที่มีสรรพคุณทางยาสูง อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือนไม่ควรรับประทานน้ำผึ้ง เพราะอาจมีความเสี่ยงก่อให้เกิดภาวะโบทูลิสจากอาหาร (infant botulism) ได้

ชา
ชาวจีนนั้นค้นพบสรรพคุณด้านการรักษาของชามากว่าร้อยปี ปัจจุบันนี้ งานวิจัยระบุว่า ชามีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังอ่อนแอ ทั้งชาเขียวและชาดำนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ สารเพิ่มพลังระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า แอล-ธีอะนีน (L-theanine)

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cardiff ยังค้นพบด้วยว่า เครื่องดื่มร้อนนั้นจะช่วยบรรเทาอาการจาม เจ็บคอ หนาวสั่น และความเมื่อยล้าให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่า ชานั้นมีส่วนผสมของคาเฟอีน หากคุณจะให้เด็กๆ ดื่มเพื่อบรรเทาอาการ ลองเลือกชาสมุนไพร (tea medicine) ให้ดื่มเพียงหนึ่งแก้วต่อวันก็เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาอาการและได้ประโยชน์ครบถ้วน

น้ำผัก
หากคุณเบื่อหน่ายที่จะรับประทานผักในช่วงที่มีอาการไข้หวัด อาจจะลองเปลี่ยนมารับประทานน้ำผักแทนดูก็ไม่เลว ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่เห็นด้วยว่าการรับประทานวิตามินซีใน ปริมาณสูงๆ นั้นจะช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด แต่งานวิจัยบางชิ้นกลับระบุว่า การรับประทานวิตามินซีอาจช่วยป้องกันไข้หวัดได้ แต่ควรรับประทานในรูปแบบของผักผลไม้แทนที่จะรับประทานแบบอาหารเสริม ดังนั้น ลองเพิ่มอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น สตรอเบอรี่ ส้ม มะเขือเทศและบล็อคโคลี

เนื้อสัตว์ไร้มัน
เนื้อสัตว์ไร้มัน (lean meat) เป็นหนึ่งในอาหารต้านไข้หวัดที่ช่วยเพิ่มระดับธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดช่วยรักษาระดับธาตุเหล็กไว้ได้

นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่เต็มไปด้วยธาตุเหล็กและยังง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เนื้อไร้มันยังอุดมไปด้วย สังกะสี แร่ธาตุสำคัญที่ช่วยร่างกายต่อต้านการติดเชื้ออีกด้วย

หากคุณเริ่มมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก จึงควรรับประทานเนื้อไร้มัน เช่น เนื้อวัว ไก่ ปลา หรือหอย ก็จะช่วยคุณบรรเทาอาการหวัดที่กำลังจะเริ่มเป็นให้ดีขึ้นได้

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคเรื้อรังที่ควรรู้

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคเรื้อรัง (NCDs)

  • ปัจจุบันทั่วโลก สาเหตุการเสียชีวิตมากกว่า 60% เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง (NCDs)

กลุ่มโรคเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิต 63% ของคนทั่วโลก (35 ล้านคน เสียชีวิตจาก NCDs จาก 57 ล้านคน)

  • ประมาณ 80% ของผู้เสียชีวิตจาก NCDs อาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา
  • มากกว่า 9 ล้านคนที่ต้องเสียชีวิตจาก NCDs ก่อนอายุ 60 ปี
  • ทั่วโลก ผู้หญิง และผู้ชาย มีความเสี่ยงต่อ NCDs เท่ากัน
  • โรคทั้งหมดของ NCDs สามารถป้องกันได้

กลุ่มโรคเรื้อรัง NCDs สามารถป้องกันได้ โดยการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค ได้แก่ งดสูบบุหรี่ งดอาหารขยะ เพิ่มการออกกำลังกาย ไม่ดื่มสุรา

  • ในปี 2008 ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มีภาวะอ้วนสูงถึง 1.5 พันล้านคน
  • ในปี 2010 ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีภาวะอ้วนสูงถึง 43 ล้านคน
  • การสูบบุหรี่ทำให้คนเสียชีวิตประมาณ 6 ล้านคนต่อปี

ในปี 2020 ตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.5 ล้านคนต่อปี นับเป็น 10% ของการเสียชีวิตทั้งหมด

  • การลดปัจจัยเสี่ยงของการก่อโรค NCDs เป็นการป้องกันที่ได้ผลมากที่สุด

ถ้าหากสามารถกำจัดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับโรค NCDs ได้ จะลดการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 75% และลดการเกิดโรคมะเร็งได้ถึง 40%