ความเชื่อผิดๆในการลดความอ้วน

น้ำหนักลดลงนั้นไม่ได้แปลว่าเรานั้นผอมลงบางคนอาจจะสงสัยว่าอ้าวน้ำหนักลงไม่ได้ผอมลงหรอกหรอ ซึ่งจริงๆแล้วนั้นน้ำหนักลงไปนั้นอาจจะเกิดจากการลดลงของไขมันของกล้ามเนื้อหรือน้ำหรือเปล่า

ในคนที่สามารถลดน้ำหนักได้ในระยะเลาอันสั้นนั้นน้ำหนักที่มีการหายไปนั้นไม่ใช้การลดลงของไขมันส่วนใหญ่จะเป็นการลดลงของน้ำหรือกล้ามเนื้อในร่างกายนั่นเอง อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรานั้นไม่รู้ตัวหลายๆคนแค่น้ำหนักลงก็ดีใจมากๆแล้ว

แต่หากคิดในอีกแง่หนึ่งว่าถ้าหากเราน้ำหนักลงแต่ในร่างกายไม่มีการลดลงของไขมันแต่เป็นกล้ามเนื้อที่ลดลงนั้นก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเช่นกัน เพราะการที่น้ำหนักลดในระยะเวลาอันรวดเร็วนั้นก็อาจจะส่งผลให้น้ำหนักกลับมาขึ้นเร็วได้ในอนาคตหรือที่เรียกว่าโยโย่เอฟเฟ็คนั่นเอง

เคยสังเกตไหมว่าบางคนนั้นที่น้ำหนักมากกว่าเราแต่รูปร่างและหุ่นนั้นดูผอมและเพียวบางกว่าเราก็เพราะว่าเค้าอาจจะมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันนั่นเอง เพราะกล้ามเนื้อนั้นมีปริมาณที่หนักกว่าไขมัน และการออกกำลังกายนั้นถือเป็นการสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา

เมื่อเราออกกำลังกายไประยะหนึ่งแล้วก็จะทำให้เรามีกล้ามเนื้อและเมื่อกล้ามเนื้อมันหนักกว่าไขมันจึงทำให้เรานั้นมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่ในส่วนของสัดส่วนนั้นจะลดลงถึงแม้ว่ากล้ามเนื้อจะหนักกว่าไขมันก็จริงแต่ขนาดกล้ามเนื้อจะเล็กกว่าไขมันนั่นเอง

ดังนั้นการที่เราออกกำลังกานแล้วน้ำหนักขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่น่ากลัวแต่อย่างใดและเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพด้วยเพราะกล้ามเนื้อยิ่งเรามีเยอะเท่าไหร่กล้ามเนื้อจะเป็นช่วยไปช่วยในการเผาผลาญไขมันและพลังงานนั่นเอง

สิ่งที่เป็นความเชื่อผิดๆในการลดน้ำหนักที่หลายๆคนเข้าใจกันคือเรื่องการกินอาหารนั่นเอง เมื่อร่างกายกินน้อยก็จะทำให้ร่างกายนั้นเข้าสู่โหมดที่กักเก็บทุกอย่างไว้ในร่างกายเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดในแต่ละวันได้นั่นเอง ในการที่เรากินน้อยหรือกินอาหารไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายต้องการนั้น จะทำให้ร่างกายเรานั้นเผาผลาญน้อยลงนั่นเองและ

ทำให้น้ำหนักหรือความอ้วนที่เราจะลดนั้นไม่สามารถลดลงได้เนื่องจากร่างกายเข้าหมวดกักเก็บนั่นเอง ดังนั้นการที่จะสามารถลดความอ้วนได้อย่างดีนั้นคือการไม่อดอาหารและรกินอาหารให้เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายเราต้องการ

และเรื่องการนับแคลลอรี่ถือเป็นเรื่อวที่ดีสำหรับคนที่ไม่สามารถควบคุมการกินได้ ดังนั้นการนับแคลลอรี่อาจจะช่วยได้ในช่วงระยะแรกๆเพื่อให้เราเห็นภาพสิ่งที่เราจะกินในแต่ละครั้งนั่นเอง แต่เราไม่ควรเอาตัวเลขแคลลอรี่เหล่านี้นั้นมากดดันหรือมาคิดจนเครียดเกินไป เพราะนอกจากเครียดแล้วก็อาจจะทำให้ลดน้ำหนักไม่ได้ด้วยนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

คนที่ผมเสีย และแห้งต้องรู้ 

เมื่อผมของเรานั้นเสีย ขาด หลุด ร่วงนั้นทำให้เรานั้นรู้สึกเป็นกังวนกับผมของเราอย่างมาก บางคนถึงขั้นเครียดหนักเมื่อผมของเรานั้นขาดร่วง  เพราะว่าไม่มีใครที่อยากจะมีสภาพผมที่แย่ เพราะว่าอาจจะทำให้เรานั้นสุขภาพเสียไปเลยก็มี

ก่อนที่เรานั้นจะบำรุงเส้นผมนั้นเราควรที่จะมาเรียนรู้ว่าตัวเราเองก่อนว่าสุขภาพผมของเรานั้นเป็นแบบไหนที่ต้องดูแลและบำรุงให้ถูกจุด เพราะว่าถ้าเราไปเลือกซื้อของที่จะมาบำรุงผมแต่เรานั้นไม่ศึกษาหาข้อมูลก่อน อาจจะทำให้เราเสียเงินสูนเปล่าเลยก็ว่าได้   ก่อนอื่นเรานั้นต้องแนะนำในเรื่องของเส้นผมก่อน สำหรับคนที่ผมเสียขาดหลุดร่วงนั้นต้องรู้ 

   เส้นผมของเรานั้นสร้างด้วยโปรตีนที่เรียกว่าเคราติน เป็นเส้นใยที่ทำให้เส้นผมของเรานั้นแข็งแรง   ส่วนคนที่ผมแห้งและเสีย หรือว่าฉีกขาดได้ง่ายนั้น เส้นผมจะไม่เรียงตัวกัน  ซึ่งส้นผมของเรานั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน  เส้นผมที่งอกเหนือหนังศีรษะ  และส่วนที่สอง คือเป็นส่วนที่ฝํงอยู่ใต้ของศีรษะ

โครงสร้างเส้นผมของเรานั้นมีส่วนประกอบอยู่สามส่วนคือ   เกล็ดของผม    ชั้นเนื้อผม   และชั้นแกนของผมและมีซึ่งหน้าที่นั้นแตกต่างกัน 

   เกล็ดผม  ของเรานั้นมีลักษณะเหมือนเป็นเกล็ดปลาที่ซ้อนกันอยู่ เกล็ดผมนั้นไม่มีสี เป็นเกล็ดใสๆ โปร่งแสงซึ่งเป็นส่วนที่ซึมผ่านของเส้นผม  และยังเป็นปกป้อนชั้นผมไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น  เม็ดสี รวมไปถึงน้ำมันตามธรรมชาติของเส้นผม และเมื่อเกล็ดผมจะเปิดเมื่อผมของเรานั้นร้อนความชื้นทั้งจากธรรมชาติ

หรือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกล็ดผมนั้นถูกทำลายได้ และเมื่อผมของเรานั้นมีสุขภาพที่ดีนั้นเกล็ดของเส้นผมนั้นจะปิดและเรียงตัวกันเป็นอย่างระเบียบเรียบร้อย ส่วนคนที่มีผมเสียนั้นจะเกล็ดผมนั้นจะฉีกขาด ไม่สามารถที่จะเรียงตัวกันได้ และเกล็ดผมนั้นไม่สามารถที่จะป้องกันความชุ่มชื่นนั้นได้จึงทำให้ผมนั้นเสียได้ง่ายหากขาดการบำรุง 

   ชั้นเนื้อผม  เป็นชั้นที่มีความหนาที่สุด ของเส้นผม และเป็นชั้นที่ที่สำคัญที่สุดของเส้นผมเป็นแหล่งรวมของเมล็ดสีเป็นจะนวนมากซึ่งเป็นตัวกำหนดสีผม มีช่องอากาศ โปรตีน  เคราติน และเส้นใยโปรตีนและเมื่อเรานั้นทำสีผมนั้นสารเคมีจะมาทำลายที่ชั้นนี้

   ชั้นแกนผม   นั้นเป็นชั้นที่ที่มีลักษณะกลม เกิดจากโปรตีน  และไขมัน  ซึ่งแกนผมนั้นไม่มีบทบาทในการทำงาน ส่วนมากนั้นจะพบในคนที่มีสุขภาพผมที่แข็งแรง  

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  v9bet

ทำงานในโรงงานที่มีเสียงดังมากๆ ส่งผลกับหูอย่างไร? 

ปัญหาทางการได้ยินนั้น มีสาเหตุมาจากหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่ที่พบเจอได้บ่อยในระยะหลังมานี้ คือเคสที่ทำงานอยู่ในที่ที่มีเสียงมากเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด นั่นก็คือ 90 เดซิเบล โดยระดับเสียงที่ดังเกินไปนั้นเมื่อเกิดซ้ำๆ สะสมกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ระบบประสาททางการได้ยินมีปัญหา และกว่าจะรู้ตัวบางคนถึงขั้นหูดับไปเลยก็มี 

เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมา จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องดูแลตัวเองให้มากที่สุด ขั้นแรกคือต้องประเมิณตัวเอง ประเมิณสถานที่ ส่วนใหญ่โรงงานที่ได้มาตรฐานจะมีระบบป้องกันความปลอดภัยให้กับพนักงานอยู่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดตามมา แต่ก็มีบางโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือปล่อยปะละเลย ทำให้พนักงานอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และเมื่อเรารู้ตัวเองว่าอยู่ในความเสี่ยงนั้น ก็จงเตรียมรับมือให้พร้อม 

สิ่งแรกที่ควรต้องมีคืออุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเสียง นั่นก็คือที่ปิดหู เพื่อป้องกันไม่ให้หูได้รับเสียงที่ดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ยิ่งเราทำงานเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง ติดต่อกันนานหลายเดือนหรือเป็นปี จะทำให้เรามีโอกาสหูตึงได้มาก และถ้าไม่รับรักษาก็จะค่อยๆ เสียหายไปจนถึงขั้นหูดับได้ 

อย่างต่อมาคือเมื่อซื้อเครื่องอุดหูมาแล้ว ลองประเมิณดูว่าสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเราไม่ทำงานที่นี่จะเป็นอย่างไรบ้าง เปลี่ยนงานจะดีกว่าหรือไม่ เพื่อสุขภาพที่ไม่เสี่ยงอันตรายในอนาคต เพราะมองว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยง เพราะเราไม่ใช่คนที่มีปัญหาเรื่องหูมาตั้งแต่เกิด หากวันนึงเราเกิดหูดับขึ้นมา ก็ทำให้เราใช่ชีวิตได้ยากลำบากมากขึ้น ถ้าเลือกได้เราเลือกที่จะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงไม่ดีกว่าหรอ ? ยังมีงานอื่นให้ทำอีกเยอะ ชีวิตเราสำคัญมากนะ อย่าใช้ไปวันๆ 

แต่ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ และดูอาการแล้วว่าอาจจะสายเกินไป ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะแพทย์อาจรักษาได้ทันท่วงที หรืออาจหยุดระดับความเลวร้ายของอาการได้ที่หูตึง ใช้  เครื่องช่วยฟัง  ก็สามารถทำให้ดำเนินชีวิตต่อได้ เดี๋ยวนี้มีโรงพยาบาลที่ตรวจรักษาโรคนี้อยู่หลายที่

อาจจะไปที่เฉพาะทางไปเลย หรือตรวจกับคุณหมอตามโรงพยาบาลรัฐก็ได้ เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าหูของเราจะยังอยู่ดีไม่เสียหาย เพราะไม่ใช่แค่การไม่ได้ยิน

แต่บางครั้งอาจส่งผลกระทบมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นความดันโลหิตสูง จึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้ควบคู่ไปด้วย เพราะความน่ากลัวคือโรคแทรกซ้อนนี่ล่ะ บางคนแค่หูตึงก็ใช้ชีวิตลำบากแล้ว เจอโรคอื่นเข้ามาด้วยคงไม่สนุกแน่นอน 

วิธีการตรวจหูว่าหูมีอาการผิดปกติหรือไม

วิธีการตรวจหูก็มีหลายวิธีแต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู แพทย์จะทำการซักประวัติของผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับหูอย่างละเอียด

เกี่ยวกับการผิดปกติของหูหรืออาการสูญเสียการได้ยินของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยควรจะตอบคำถามที่แพทย์ถามให้ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับอาการป่วยของท่านว่าอาการทางหูของท่านว่ามีลักษณะอาการร้ายแรงแค่ไหนเป็นอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่แพทย์ต้องการทราบ ได้แก่ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการหูอื้อ หรือเริ่มมีอาการหูตึง มีอาการเจ็บหูอื่นๆแทรกซ้อนหรือไม่ หรือมีน้ำหนองในหูหรือป่าวและดูว่าด้านในของหูผิดปกติหรือไม่ เช่นแก้วหูอักเสบ หูมีผื่น หูมีน้ำหนอง

และร่วมถึงการมีอาการหูดับนั้นเริ่มเกิดอาการขึ้นตั้งแต่ตอนไหน และมีอาการแบบใด เจ็บหูหรือไม่ ได้ยินเสียงปกติดีหรือไม่ หรือมีการได้ยินเสียงแค่ข้างเดียวส่วนหูอีกข้างไม่ได้ยินหรือมีการได้ยินแต่ค่อนข้างเบา หรือมีลักษณะอาการที่เป็นแบบกระทันทีทันใด เป็นๆ หายๆ หรือค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆตามวันเวลาที่เป็นโรคผิดปกติของหู ส่วนอาการร่วมทางหู เช่น มีเสียงรบกวนในหู หรืออาการเวียนศีรษะ

หรือมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น อาการชาใบหน้า เดินเซ ปวดหัวแบบโลกหมุนหรือไม่ และแพทย์ก็จะมีการซักประวัติการใช้ยา และโรคประจำตัว ว่าใช้ยาตัวไหนในการรักษาอยู่หรือไม่ หรือแพ้ยาตัวไหนไหม เพราะการรักษาโรคหูผิดปกตินั้น

จำเป็นจะต้องกินยาเพื่อการรักษา และส่วนประวัติโรคหูตึงในครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญ ที่แพทย์จะทำการซักประวัติเพื่อวินิจฉัยการรักษาได้ถูกวิธีว่าควรจะรักษาแบบใด รวมไปถึงประวัติการของกิจกรรมของคนป่วยว่าทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการได้ยินหรือไม่ เช่น ยิงปืน จุดประทัด หรือทำงานในโรงงานที่มีเสียงดังหรือไม่เพื่อหาแนวทางในการรักษาให้หาย

แต่อย่างไรก็ตามการดูแลรักษาให้ตัวเองไม่ให้อยู่ในความเสี่ยงนี้ก็เป็นการรักษาตัวเองเช่นกันซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะไม่ทำให้เราเกิดโรคที่เกี่ยวกับหูได้ง่ายๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่ทันระวัง และมักจะเกิดโรคเกี่ยวกับหูแบบไม่ทันตั้งตัว

และคนส่วนจะพบอาการก็ช่วงที่มีอารการที่รุนแรงแล้ว ซึ่งการรักษาก็จะยิ่งยากไปอีก เพราะโรคที่เกี่ยวกับหูนั้นถ้ารู้อาการตั้งแต่อาการแรกเริ่มก็จะทำให้การรักษาได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือการรักษาก็อาจจะหายขาดได้แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าผู้ป่วยมีวินัยในการรักษามากน้อยแค่ไหนกินยาตามที่หมอสั่งไมหรือไปหาหมอตามที่หมอนัดหรือไม่ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เครื่องช่วยฟัง

สุดยอดผลไม้ล้างสารพิษ

 อาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละมื้อนั้นคุณเชื่อหรือไม่ว่า มีสารพิษและสิ่งปนเปื้อนผสมอยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งสารพิษที่ว่าก็มาจากผักและผลไม้ที่เรานำมาประกอบอาหารซึ่งเรามีการนำปรุงเพื่อรับประทานซึ่งเราอาจจะล้างสารพิษออกไม่หมด อย่างเช่น ยาฆ่าแมลงต่างๆที่มักจะมีการฉีดใส่พืชผักเพื่อป้องกันแมลงมารบกวนพืชผล

ดังนั้นวันนี้เราจะมีแนะนำผลไม้ที่สามารถกินเพื่อล้างสารพิษในร่างกายออกมาได้

  1. Apple  อย่างที่เราทราบกันดีว่าใน  apple มีเพคติน ที่เป็นเส้นใยอาหารที่สามารถดูดซับคอเลสเตอรอลและสารพิษในร่างกาย และจะทำการขับของเสียและสารพิษเหล่านี้ออกทางลำไส้ ซึ่ง apple ที่จะช่วยขับสารพิษได้ดีควรจะเป็น apple ที่ปลูกแบบออแกนิก เพราะจะได้ไม่มีสารพิษปนเปื้อนมากับ apple ด้วย
  2. บลูเบอร์รี่  สำหรับบลูเบอร์รี่นั้นจะมีแอสไพรินที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ลดการอักเสบของเนื้อเยื้อแบบเรื้อรังและทำยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้อีกด้วย ที่สำคัญบลูเบอร์รี่ยังเป็นยาปฏิชีวนะ ช่วยป้องกันการติดเชื้อและช่วยต้านเชื้อแบคที่เรียนในระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ในการต่อต้านเชื้อไวรัสและช่วยป้องกันสารพิษไม่ให้แพร่เชื้อเข้าสู่สมองได้อีกด้วย
  3. ผลไม้ตระกูลส้ม ( เกรปฟรุต ) สำหรับผลไม้ตระกูลเกรปฟรุตนั้นจะมีเส้นใยเพคตินที่จะไปช่วยในเรื่องของการดักจับคอเลสเตอรอลและช่วยในการดักจับโลหะหนัก ช่วยทำความสะอาดเฃือดและขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นเราจึงควรหมั่นทานผลไม้ประเภทเกรปฟรุตหรือผลไม้ตระกูลส้มในมื้อเช้าเพราะจะทำให้ร่างกายของเราได้รับประโยชน์จากการทาน นอกจากนี้ในผลไม้ตระกูลส้มหรือเกรปฟรุตจะมีสารที่ช่วยในการต้านไวรัสที่จะเป็นอันตรายกับร่างกายของเรา ดังนั้นการทานเกรปฟรุตจะช่วยในการขจัดไวรัสที่เป็นอันตรายออกจากร่างกายของเราได้ ซึ่งผลไม้ตระกูลส้มนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่สามารถล้างสารพิษที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการช่วยล้างสารพิษออกจากตับและลำไส้ได้ดีทีเดียว
  4. อะโวคาโด  ผู้คนส่วนมากมักจะรู้จักอะโวคาโดว่าเป็นผลไม้ที่คนที่กินคลีนนิยมกินกัน คุณรู้หรือไม่ว่าอะโวคาโดมีประโยชน์มากมายมหาศาลเพราะเป็นแหล่งของสารอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ประโยชน์ของอะโวคาโดทั้งช่วยในเรื่องขยายหลอดเลือดและยับยั้งสารพิษต่างๆที่จะเข้ามาทำลายหลอดเลือดแดง อีกทั้งยังมีคอเลสเตอรอลต่ำ และในผลอะโวคาโดยังอุดมไปด้วยกลูต้าไธโอน ซึ่งจะสารที่ช่วยในเรื่องการต้านสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งและยังสามารถล้างสารพิษในตับที้เกิดมาจากสารเคมีได้ดีอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  relx pod น้ำยา

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย

หลายวันที่ผ่านมานี้เชื่อว่าทุกคนคงจะได้ยินข่าว 

เห็นผ่านตาทางสื่อโซเชียลจากหลากหลายช่องทางเกี่ยวกับไวรัสตัวใหม่ที่กำลังระบาดอย่างแพร่หลายนั้นก็คือ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ ที่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองอู่ฮั่น ของประเทศจีน ในตอนแรกนั้นที่ตรวจพบเจอได้มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสสายใหม่นี้ไปแล้วถึง 3 คน และมีผู้คนในเมืองอู่ฮั่นเริ่มติดเชื้อไวรัสตัวนี้แล้ว

ซึ่งในเวลาต่อมาได้พบเข้ากับผู้เสียชีวิตอีก 1 คน

ทำให้ปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสสายใหม่ตัวนี้ทั้งสิ้น 5 คน และมีการตรวจพบอีกว่าผู้เริ่มติดเชื้อแล้วเพิ่มเป็น 2 เท่าจากเดิม จากในตอนแรกที่ระบาดภายในเมืองอู่ฮั่น ปัจจุบันนั้นได้เริ่มระบาดเข้ามาถึงกรุงปักกิ่ง มหานครเซี่ยงไฮ้ เมืองเซินเจิ้น

เป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มีรายงานถึงผู้ชีวิตแต่อย่างใด มีเพียงผู้ติดเชื้อเท่านั้น ในเวลาต่อมาประเทศเกาหลีใต้เองนั้นก็ได้พบตรวจพบผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตัวจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่กำลังจะเดินทางเข้าประเทศ และพบว่าเดินทางมาเมืองอู่ฮั่น ของประเทศจีน

ไม่เพียงแค่ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่นในตอนนี้ก็พบกับผู้ติดเชื้อแล้วเรียบร้อย ซึ่งในไทยเราเองนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่นที่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้กำลังเดินทางเข้ามาภายในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ล่าสุดนั้นมีคนไทยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว 1 รายที่จังหวัดนครปฐม เป็นผู้หญิง มีอายุ 73 ปี ซึ่งทราบในภายหลังว่าก่อนหน้านี้เขาได้เดินทางไปเที่ยวที่เมืองอู่ฮั่น ของประเทศจีนมา

ในตอนนี้ผู้ป่วยรายนี้ทำการรักษาตัวอยู่ และอาการที่ดีขึ้น

แต่ผู้ป่วยนั้นมีโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงมาก่อนอยู่แล้ว อาจจะต้องเพิ่มความดูแลให้มากขึ้นอย่างเป็นพิเศษ ต่อมาได้ทำการไปตรวจคนในครอบครัวและคนรอบข้างของผู้ป่วยรายนี้ ปรากฏว่าไม่มีใครได้รับการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้

หลายคนคงอาจจะสงสัยว่าทำไมเราต้องตรวจคนรอบข้างของผู้ป่วย นั้นเป็นว่าทางผู้เชี่ยวชาญของจีนได้ออกมาเปิดเผยถึงการติดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ตัวนี้ว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์นี้นั้นสามารถติดต่อได้จากคนสู่คน นั้นเหมายความว่าการที่เราอยู่ใกล้กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะสามารถติดเชื้อไวรัสตัวนี้ได้เช่นกัน อย่างเช่น การจูบ การสัมผัส การรับประทานอาหารร่วมกันโดยปราศจากช้อนกลาง การจามที่จะทำให้เชื้อโรคนั้นแพร่ไปในอากาศ เป็นต้น

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

วิธีการแต่งรถให้แรงแบบง่ายๆ

วิธีการแต่งรถให้แรงแบบง่ายๆสนับสนุนโดย บิ๊กไบค์มือสอง

หลังจากที่เขียนพาร์ท2 ไปแล้วก็เริ่มเห็นผลของการแต่งรถให้แรงขึ้นกันบ้างหรือยังครับ อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนต้นเรื่องว่าไม่ต้องไปยุ่งกับเครื่องยนต์ก็สามารถทำให้รถเราแรงขึ้นมาได้ ดังนั้นเรามาต่อกันเลยกับการแต่งรถให้แรง

อันดับ 1 หัวฉีดแต่ง

ถ้าเทียบกับหัวฉีดปกติแล้วมันจะจ่ายน้ำมันได้เยอะขึ้นนะครับ เพราะว่ารูของหัวฉีดจะมีรูเพิ่มมากขึ้นน้ำมันก็จะไหลได้มากขึ้นเช่นกันครับ ทำให้น้ำมันไหลเข้าห้องเผาไหม้ได้มากขึ้น ก็เท่ากับว่าน้ำมันเยอะมันก็จะแรงขึ้นนั่นเอง แต่ก็ต้องเสียน้ำมันมากขึ้นกว่าปกติเช่นกันครับ

อันดับที่ 2 ปั้มติ๊ก

เพราะว่าเพื่อนๆบางคนใส่หัวฉีดแบบรูเยอะๆ น้ำมันก็จะไหลเยอะมันก็จะเกิดปัญหาแรงดันหรือการจ่ายน้ำมันนั่นเอง เมื่อปั้มติ๊กไม่ดีการจ่ายน้ำมันก็จะไม่เพียงพอหรือจ่ายน้ำมันไม่ทันก็จะทำให้เครื่องสะดุดได้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนปั้มติ๊กก็จะแก้ปัญหาได้ แรงดันน้ำมันก็จะสูงขึ้นและก็จะจ่ายน้ำมันได้เพียงพอสำหรับหัวฉีดแบบแต่ง

ดังนั้นเมื่อเพื่อนๆเปลี่ยนหัวฉีดแบบแต่งแล้วก็อย่าลืมเปลี่ยนปั้มติ๊กตามด้วยนะครับ แต่ถ้าจะเปลี่ยนแค่ปั้มติ๊กแล้วไม่เปลี่ยนหัวฉีดก็ได้เหมือนกัน แต่ขอแนะนำให้เปลี่ยนพร้อมกันทั้ง2อย่างเลยครับ

อันกับที่ 3 การแต่งลิ้นผีเสื้อ มีวิธีง่ายๆครับ

เพียงแค่เปลี่ยนลิ้นผีเสื้อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง พอลิ้นผีเสื้อของเรามีขนาดใหญ่ขึ้นปุ๊บ อากาศที่จะถูกดูดเข้าไปในห้องเผาไหม้นั่นก็จะทำได้มากขึ้นนั่นเอง อากาศที่เข้าไปมากขึ้นก็จะเท่ากับการจุดระเบิดที่แรงขึ้นนั่นเอง

อันดับที่ 4 การแต่งของคอหลีด

คล้ายๆกับการแต่งของลิ้นผีเสื้อคือการแต่งให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง ถ้าเราแต่งลิ้นผีเสื้อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นรับลมได้มากขึ้น แต่คอหลีดเรายังมีขนาดเท่าเดิมอากาศที่จะถูกดูดเข้าไปที่ห้องเผาไหม้ก็จะอัดกันอยู่แค่ตรงคอหลีดนะครับ

ก็จะหมายความว่าการทำให้ลิ้นผีเสื้อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะไม่มีประโยชน์นั่นเองครับ ฉนั้นเราจึงควรเปลี่ยนคอหลีดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรับลมที่ลิ้นผีเสื้อส่งเข้ามาได้มากขึ้นนั่นเองครับ แต่ก็จะมีเรื่องขององศาของคอหลีดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คอหลีดบางตัวก็จะมีองศาถึง 90องศาเหมือนตัว L เลย แต่บางตัวก็จะเป็น 180องศา คือยิงมาตรงๆ

ซึ่งการนำพาอากาศเข้ามา ถ้าเป็นรูปตัว L มันค่อนข้างที่จะไม่ค่อยสะดวกเพราะว่าอากาศจะไหลมาชนขอบของคอหลีด แต่ถ้าเป็นแบบ 180องศาก็จะดีกว่าเพราะว่าอากาศสามารถวิ่งตรงเข้าคอหลีดแล้วเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้โดยตรงนะครับ

กฎหมายย้ำ ห้ามใช้ก๊าซหรือถ่านบนโต๊ะในห้องอาหาร

กฎหมายย้ำ ห้ามใช้ก๊าซหรือถ่านบนโต๊ะในห้องอาหาร
กรมอนามัย ย้ำ กฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องมือปิ้งย่างจากก๊าซหรือถ่านบนโต๊ะในห้องอาหาร ชี้เกิดเหตุแล้วควบคุมยาก อนุญาตเพียงแค่ระบบกระแสไฟฟ้าเพียงแค่นั้น ชี้เป็นหน้าที่ท้องถิ่นดูแลควบคุมติดตาม

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้พูดถึงกรณีเหตุอัคคีภัยห้างฟอร์จูน รัชดาภิเษก ซึ่งมีต้นไฟมาจากห้องอาหารปิ้งย่างว่า หัวข้อนี้ยังไม่รู้เนื้อหาเด่นชัด แต่ว่าปัจจุบันนี้มีข้อบังคับระบุเรื่องเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้เสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ที่ให้ความร้อนนั้นข้อบังคับอนุญาตเฉพาะเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้กระแสไฟฟ้าเพียงแค่นั้น ส่วนจำพวกอื่นๆไม่ว่าจะเป็นก๊าซหรือถ่าน ข้อบังคับไม่อนุญาตให้ทำเพราะว่าเวลาเกิดเหตุแล้วควบคุมดูแลได้ยาก เว้นเสียแต่ในครัวซึ่งมีระบบระเบียบดูแลเฉพาะอยู่ แม้กระนั้นหากเป็นข้างในร้านค้า บนโต๊ะอาหารของคนซื้อจะไม่อนุญาตเลย เพื่อลดการเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้น เนื่องด้วยก่อนหน้าที่ผ่านมาพบว่ามีการเกิดเหตุอันตรายอยู่บ่อยมาก การใช้วัสดุอุปกรณ์เหล่านี้เหมือนกับว่าควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือว่าเป็นรุ่นไหน ใช้เช่นไร ควบคุมเช่นไร ไม่เช่นนั้นจะมีอันตรายได้

นักข่าวถามคำถามว่าเดี๋ยวนี้ร้านค้าปิ้งย่างที่ให้ผู้ใช้ปิ้งย่างบนโต๊ะอาหาร ได้ตรวจสอบไหมว่ามีลักษณะเช่นไร พญ.พรรณพิมล บอกว่า กรมอนามัยจะมองตาม พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พุทธศักราช 2535 แล้วก็ที่ปรับแต่งเพิ่มอีก ซึ่งออกเป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่รับไปปฏิบัติงาน และสุ่มตรวจ เพราะว่าเวลาเปิดห้องอาหารจำต้องมาขออนุญาตแล้วก็กำหนดชนิดห้องอาหารที่จะเปิด ด้วยเหตุนั้น พอลงไปตรวจก็จะพบว่าทำตามที่มาขอหรือเปล่า ขณะนี้ในส่วนของจังหวัดกรุงเทพมหานครนั้น จำนวนห้องอาหารมีจำนวนมากขึ้น เพราะภายหลังจากกรมอนามัยมอบสิทธิ์ให้ท้องถิ่นดูแลจัดแจงแล้ว ทางท้องถิ่นไม่จำเป็นที่ต้องรายงานให้กรมอนามัยรู้ก็ได้ แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็มีความร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการมาตลอด กรมฯ ก็ลงพื้นที่บ้าง บางเรื่องที่ท้องถิ่นไม่สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ กรมอนามัยก็จะลงไปช่วยส่งเสริม

“กรณีเกิดเหตุไฟลุก หรืออันตรายที่เกิดในห้องอาหารต่างๆโดยหลักการพวกเราจะลงไปไต่สวนต้นสายปลายเหตุเพื่อหาวิธีการป้องกัน ซึ่งหากเป็นไฟไหม้ ระบบสืบสวนจะต้องแจ้งชัดอยู่แล้วว่าเป็นแบบไหนเช่นไร ต้นเหตุของการเกิดไฟไหม้มาจากไหน โดยชอบด้วยกฎหมายท้องถิ่นควรจะเป็นผู้ดำเนินงานเอาผิด” พญ.พรรณพิมล กล่าว

อาหารมื้อไหนก็สำคัญต่อสุขภาพ

ในหนึ่งวันเราต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำแน่นอนว่าจ้องใช้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งพลังงานเหล่านั้นมาจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ซึ่งจ้เป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องทานอาหารอย่างน้อยวันละ 3 มื้อ หรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น เพื่อให้ร่างกายสมดุล ไม่ขาดสารอาหาร และได้รับปริมาณอาหารอย่างเหมาะสมในแต่ละวัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมาทำความรู้จักกับอาหารแต่ละมื้อกันหน่อย และอาหารมื้อไหนสำคัญที่สุด

มื้อเช้า ร่างกายต้องการสารอาหารมากอย่างยิ่ง เพราะเราอดอาหารมานานกว่า 12 ชั่วโมง ตั้งแต่มื้อดึกของเมื่อวานจนถึงเช้านี้ ทำให้เราจำเป็นต้องทานอาหารเช้าเพื่อให้ร่างกายนำสารอาหารที่ได้จากมื้อนี้ไปใช้ทำกิจกรรมทั้งวันจนถึงเย็น

ความสำคัญของอาหารมื้อเช้า
– คนที่กินอาหารเช้าจะมีเอนเนอร์จี้ในการทำงานได้นานกว่าคนที่ไม่ได้กิน
– ช่วยลดปริมาณอาหารที่อยุ๋ในมื้อที่เหลือ การกินอาหารเช้าทำให้ลดปริมาณการกินอาหารว่างระหว่างวันน้อยลง
– คนที่ไม่กินอาหารเช้า มีอัตราการเผาผลาญอาหารต่ำกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นจำประ
– เด็กที่กินอาหารเช้าจะมีสมาธิในการเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้า

มื้อกลางวัน ถือเป็นมื้อที่ช่วยให้ร่างกายสามารถดำเนินไปได้ทั้งวัน เพราะเป็นการเติมพลังงานที่เหลือมาจากมื้อเช้า ดังนั้นการทานมื้อกลางวันจึงควรทานให้พอเหมาะกับการใช้งานของร่างกายอาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่ามื้อเช้าเล็กน้อย แต่แนะนำให้น้อยกว่า

มื้อเย็นหรือมื้อค่ำ คือมื้ออาหารที่คุณกินก่อนนอน และในการนอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเอง เป็นการพักผ่อนหลังจากการทำงานหนักของอวัยวะต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ช่วงนี้ร่างกายจะใช้พลังงานน้อยที่สุดในรอบ 24 ชั่วโมง มื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่สำคัญน้อยสุด และเราควรทานให้น้อยที่สุด ร่างกายไม่ได้ใช้งาน หากทานมากเกินไป จะเกิดผลเสียต่อร่างกายได้อีกด้วย เพราะโดยปกติเวลาที่เรากินอาหารเข้าไป เลือดส่วนใหญ่จะไปเลี้ยงอยู่ที่กระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร เพื่อย่อยและดูดซึมสารอาหาร ดังนั้นขณะที่เราหลับหากวันได้ที่ทานมาก เลือดก็จะไม่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เรานอนหลับแบบไม่มีคุณภาพ หลับไม่เต็มอิ่ม และรู้สึกไม่สดชื่นเมื่อตื่นมา แม้ว่ามื้อเย็นนี้จะไม่มีความจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามกินเลย กินน้อยๆ และควรกินแค่พอให้ร่างกายไม่ต้องทนต่อความหิวเท่านั้น

หอมแก้ม-จับมือ เด็กน้อย อาจทำให้เด็กๆป่วย

เมื่อเราพบเจอเด็กเล็กเด็กน้อย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีน่าตาน่ารักหรือหล่อสวย คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เอ็นดูเด็ก ๆ แล้วอดที่จะเล่นด้วยไม่ได้ แต่การที่เราจะสัมผัสกับเด็กเล็กโดยตรงแบบไม่ได้ระวังเรื่องความสะอาดเลย อาจจะทำให้เด็กๆ ติดเชื้อโรคจนป่วยได้ง่ายๆ ซึ่งถ้าหากเป็นลูกหลานของเราก็คงยังที่จะสามารถเข้าไปดูแลเพื่อชดเชยความผิดนี้ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ลูกหลานเราล่ะ ทำผิดไม่พอ บางครั้งอาจจะโดนพ่อหรือแม่ของเด็กต่อว่าได้ ทั้งนี้ด้วยความที่ร่างกายของผู้ใหญ่กับเด็กนั้นไม่ได้แตกต่างกันแค่ขนาดรูปร่าง แต่แตกต่างกันที่ภูมิคุ้มกันด้วย เพราะเด็กๆ นั้นยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงมากพอเท่าผู้ใหญ่นั่นเอง

โรคที่ติดต่อจากผู้ใหญ่สู่เด็กได้จากการ “จับมือ-หอมแก้ม”

1. โรค RSV
RSV หรือชื่อเต็มว่า Respiratory Syncytial Virus คือ เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็กเล็ก โดยเชื้อไวรัสจะทำให้เด็ก ๆ ป่วยเป็นปอดอักเสบ มีเสมหะออกมามาก นอกจากนี้ยังอาจทำให้เยื่อบุหลอดลม และอวัยวะในระบบทางเดินหายใจต่าง ๆ บวมขึ้น และส่งผลให้เด็กมีอาการเหนื่อยหอบ และหายใจลำบาก ทำให้มีการสร้างสารคัดหลั่ง อย่าง เสมหะ ออกมาในปริมาณมาก หากเด็กที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคหอบหืดอยู่แล้ว อาการก็จะหนักกว่าเด็กคนอื่นๆ บางครั้งอาจถึงขั้นหยุดหายใจไปเป็นช่วง ๆ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้

2. โรค มือ เท้า ปาก
โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอ็นเทอโรไวรัส ซึ่งเป็นไวรัสที่แพร่เชื้อได้ง่ายในเขตร้อน และเขตอบอุ่น ระยะหลังๆมานี้ เริ่มพบโรคมือ เท้า ปาก กับเชื้อที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นที่ชื่อว่า EV71 ทำให้เด็กเล็กสมองอักเสบได้ โรค มือ เท้า ปาก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะพบว่าเป็นเด็กเล็กๆ ซะส่วนใหญ่ โยเฉพาะเด็กทารกอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่ปัจจุบันก็สามาถพบในได้เด็กที่โตขึ้น และผู้ใหญ่บางราย เช่น พ่อกับแม่ที่เป็นผู้ดูแลลูกน้อยที่กำลังป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก อยู่ ก็สามารถที่จะติดเชื้อและป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสนั่นเอง และเพียงแค่สัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูก น้ำลาย และน้ำจากตุ่มใส รวมถึงอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่ หรือติดต่อทางอ้อมจากการสัมผัสของเล่น กินอาหารหรือน้ำดื่มก็ติดเชื้อได้แล้ว

3. โรคไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่เป็นอาการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส influenza ที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน โดยจะมีอาการไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย โดยทั่วไปลักษณะอาการค่อนข้างคล้ายไข้หวัดธรรมดา เพียงแต่อาจมีอาการหนักกว่า และยาวนานกว่า เช่น ไข้สูง และนานกว่า ปวดเมื่อยตามตัวมากกว่า อ่อนเพลียมากกว่า ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อกันจากการรับเชื้อไวรัสผ่านอาการไอ จาม พูด ลมหายใจ ของผู้ที่ติดเชื้อ รวมไปถึงน้ำลายจากการใช้ช้อน แก้ว เดียวกัน หรือแม้กระทั่งสัมผัสข้าวของที่ผู้ป่วยสัมผัส หลังจากใช้มือป้องปากเวลาจามหรือไอด้วย

4. โรคทางเดินอาหาร
โรคทางเดินอาหาร หรือโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร หมายถึงการติดเชื้อของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากพวกแบคทีเรีย รองลงมาก็คือเชื้อไวรัสและปรสิต โดยมีอาการหลักๆ คือ อาจจะปวดท้องที่บริเวณช่องท้อง ร่วมกับท้องเสีย และมีไข้ได้ ทั้งนี้การรับเชื้อมักเกิดจากการบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด โดยเชื้อโรคที่อยู่ในตัวผู้ป่วยปนเปื้อนอยู่ในน้ำ อาหาร และมือ เข้าสู่ปาก โดยเชื้ออาจติดอยู่ที่เครื่องมือเครื่องใช้ในการอุปโภคบริโภค เช่น ช้อน แก้วน้ำ จาน ชาม รวมถึงการสัมผัสกับอาหาร สิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรคด้วย

การป้องกันลูกน้อยติดเชื้อโรคจากผู้ใหญ่
1. งดหอมแก้ม จับแก้ม จับมือ หรืออุ้มเด็กที่ไม่ใช่ลูกของตัวเอง เพราะผู้ใหญ่อาจมีเชื้อไวรัสที่ยังไม่แสดงอาการไปติดต่อสู่เด็กได้

2. หากต้องการสัมผัสหรือเล่นกับเด็ก ควรขออนุญาจผู้ปกครอง และล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง

3. ผู้ปกครองที่กลับมาจากที่ทำงาน ควรล้างมือให้สะอาดก่อนเข้าไปหาลูกทุกครั้ง

4. เด็กในวัยที่ไปโรงเรียน หากกลับมาจากโรงเรียน ต้องอาบน้ำ ล้างมือ ก่อนไปเล่นกับน้อง หรือเด็กเล็กคนอื่นทุกครั้ง

5. ไม่ควรพาเด็กเล็ก (อายุน้อยกว่า 6 เดือน) ไปที่ที่มีคนแออัด คนจำนวนมาก

6. ในช่วงการระบาดของโรค ควรงดพาเด็กออกไปในที่ที่มีคนแออัด หรือพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือสนามเด็กเล่น เพราะมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคที่อันตรายต่อสุขภาพได้ง่าย