ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคเรื้อรังที่ควรรู้

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคเรื้อรัง (NCDs)

  • ปัจจุบันทั่วโลก สาเหตุการเสียชีวิตมากกว่า 60% เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง (NCDs)

กลุ่มโรคเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิต 63% ของคนทั่วโลก (35 ล้านคน เสียชีวิตจาก NCDs จาก 57 ล้านคน)

  • ประมาณ 80% ของผู้เสียชีวิตจาก NCDs อาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา
  • มากกว่า 9 ล้านคนที่ต้องเสียชีวิตจาก NCDs ก่อนอายุ 60 ปี
  • ทั่วโลก ผู้หญิง และผู้ชาย มีความเสี่ยงต่อ NCDs เท่ากัน
  • โรคทั้งหมดของ NCDs สามารถป้องกันได้

กลุ่มโรคเรื้อรัง NCDs สามารถป้องกันได้ โดยการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค ได้แก่ งดสูบบุหรี่ งดอาหารขยะ เพิ่มการออกกำลังกาย ไม่ดื่มสุรา

  • ในปี 2008 ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มีภาวะอ้วนสูงถึง 1.5 พันล้านคน
  • ในปี 2010 ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีภาวะอ้วนสูงถึง 43 ล้านคน
  • การสูบบุหรี่ทำให้คนเสียชีวิตประมาณ 6 ล้านคนต่อปี

ในปี 2020 ตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.5 ล้านคนต่อปี นับเป็น 10% ของการเสียชีวิตทั้งหมด

  • การลดปัจจัยเสี่ยงของการก่อโรค NCDs เป็นการป้องกันที่ได้ผลมากที่สุด

ถ้าหากสามารถกำจัดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับโรค NCDs ได้ จะลดการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 75% และลดการเกิดโรคมะเร็งได้ถึง 40%

ฮอร์โมนสมดุล สุขภาพแข็งแรง

ออกกำลังกายไม่เหมาะ ฮอร์โมนไม่สมดุล มีผลต่อร่างกาย

ในปัจจุบัน การออกกำลังกายและการเล่นกีฬาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทุกๆกลุ่มอายุต่างจากในอดีตที่อาจจะจำกัดเฉพาะในคนวัยหนุ่มสาว ด้วยความเชื่อที่ว่า การออกกำลังกายสามารถทำให้สุขภาพดี ชะลอความแก่ และทำให้อายุยืนยาวได้ แต่ความเป็นจริงกลับพบว่า ในคนบางคนการออกกำลังกายบางอย่างกลับทำให้สุขภาพแย่ลง แก่เร็ว ไม่มีแรง หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวเพิ่มหรือขึ้นๆลงๆ บางคนมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและข้อต่อ

สาเหตุเพราะการออกกำลังที่ทำอยู่นั้นไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง (Improper Exercise ) หรือหนักเกินไป (Overtrain) และที่สำคัญคือออกกำลังไม่เหมาะกับระดับฮอร์โมนของตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลย์ (hormonal imbalance) ซึ่งปัญหานี้มักพบในผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปีหรือคนที่มีความเครียดหรือทำงานหนัก

ในกลุ่มอายุมากกว่า 35 ปีนั้นเป็นวัยที่ร่างกายเริ่มมีความเสื่อมอย่างชัดเจนและระบบต่างๆเริ่มแปรปรวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมน พบว่าฮอร์โมนที่สำคัญต่อการซ่อมแซมและเสริมสร้างร่างกายเช่น Growth hormone และฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวแรงอย่าง Testosterone จะมีระดับที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลและกระบวนการเผาผลาญในร่างกายได้แก่ Insulin และ Thyroid Hormone ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน คนวัยนี้จึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกวิธีการออกกำลังกายให้มากขึ้น

ส่วนในกลุ่มคนทำงานหนักหรือคนที่มีความเครียดสูงรวมถึงคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่างสิ่งที่ต้องระวังคือภาวะต่อมหมวกไตอ่อนล้าหรือ Adrenal Fatigue เนื่องจากเมื่อเราเกิดความเครียดต่อมหมวกไตจะถูกกระตุ้นให้ผลิตฮอร์โมน Cortisol ออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อลดการอักเสบและทำให้ระดับของน้ำตาลในร่างกายเกิดความสมดุลย์แต่เมื่อถูกกระตุ้นต่อเนื่องนานๆเข้าต่อมนี้ก็จะเกิดการอ่อนล้าไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้อย่างเพียงพอจนเกิดภาวะฮอร์โมนบกพร่องหรือ Insufficiency

และยิ่งเป็นคนอายุมากกว่า 35 ปีด้วยแล้ว การฟื้นตัวยิ่งจะเป็นไปอย่างล่าช้าและเกิดอาการทางร่างกายที่เรียกว่าภาวะ Burn out ได้อย่างชัดเจนได้แก่ อาการอ่อนเพลียตอนเช้าหรือตื่นนอนยาก ง่วงนอนตอนบ่าย หิวขนมหรือของหวานเป็นประจำ ต้องกระตุ้นร่างกายด้วยกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอื่นๆ เช่น ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำหนักตัวขึ้นหรือลงโดยไม่สัมพันธ์กับการทานอาหารหรือการออกกำลังกาย นอนหลับยาก ตื่นง่ายหรือหลับไม่สนิท มีอาการอักเสบเรื้อรังตามร่างกาย ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง ป่วยง่าย นอกจากนี้การออกกำลังกายประเภท Stimulating หรือ Cardio Exercise เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้น ชกมวย มากเกินไป กลับทำให้ร่างกายเกิดความเครียด ( Stress )และกระตุ้นต่อมหมวกไตให้ทำงานหนักผิดปกติจนเกิดภาวะต่อมหมวกไตอ่อนล้าเช่นกันการออกกำลังกายดังกล่าวจึงอาจยิ่งทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วกว่าปกติแทนที่จะก่อประโยชน์กลับก่อผลเสียแทน

ดังนั้นในกลุ่มที่เสี่ยงต่อภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลย์ดังกล่าวจึงควรออกกำลังกายที่มีความหลากหลาย Cross Training มากกว่าที่จะเน้นเฉพาะ Cardio Exercise เพียงอย่างเดียวโดยการออกกำลังกายที่แนะนำคือ

  • Calming Exercise คือการออกกำลังการที่เน้นการผ่อนคลายได้แก่ โยคะ พิลาทีส รำมวยจีน การเดินช้าๆ การยืดเหยียด เหล่าจะช่วยลดระดับ cortisol และ insulin ทำให้ต่อมหมวกไตได้พักและฟื้นตัว
  • Resistance exercise คือการออกกำลังกายที่มีแรงต้านเช่น การยกเวต การดึงยางยืด Body weight training การว่ายน้ำ การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยกระตุ้นการสร้าง Growth hormone และ Testosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยซ่อมแซมร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน
  • Stimulating exercise หรือ cardio ในกลุ่มที่ฮอร์โมนไม่ปกติหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจต้องจำกัดเหลือเพียง 1- 2 ครั้งต่อสัปดาห์

จากเหตุผลดังกล่าว ก่อนออกกำลังกายจึงควรทราบก่อนว่าสภาวะฮอร์โมนของเราเป็นแบบใด เพื่อให้เราสามารถวางแผนการออกกำลังกายได้อย่างเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือผลเสียต่อร่างกายโดยไม่รู้ตัวและได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายหรือกีฬาที่เรารักอย่างแท้จริง.

สัญญาณเตือน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

“หลายคนคงต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานของอาการปวดหลัง จนบางครั้งก็รบกวนชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งหลายคนอาจทานยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือไปนวดบำบัด นวดแก้ปวดหลัง แต่อาการปวดหลังไม่ดีขึ้นจนต้องมาพบแพทย์”

อาการปวดหลังเกิดจากอะไร
อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้อหลังอักเสบ ข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ หมอนรองกระดูกสันหลังอักเสบ หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

“ปวดหลังร้าวลงขา” วัยทำงานอย่านิ่งนอนใจ
อาการปวดหลังร้าวลงขา ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรระวัง ซึ่งอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท โดยส่วนใหญ่พบมากที่สุดในวัยทำงาน

“โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท” คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลังทำให้ทรุดตัวและไปกดเบียดเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณเตือนได้ดังนี้

  1. ปวดหลัง หรือปวดบริเวณเอว เป็นๆ หายๆ

2. ปวดร้าวลงไปถึงขา น่อง หรือเท้า มีอาการชาร่วมด้วย

3. เดินได้ไม่ไกล จะมีอาการปวดชาลงไปถึงขา เหมือนเป็นตะคริว ต้องหยุดพัก แล้วถึงเดินต่อไปได้

4. ในรายที่อาการรุนแรง อาจมีอาการอ่อนแรงของขา กระดกข้อเท้าไม่ได้ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมการขับถ่าย

วิธีการดูแลรักษาผู้ที่เป็นหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

  • ปรับสภาพการใช้งานให้ถูกต้อง เช่น ไม่ควรนั่งอยู่กับที่นานติดต่อกันเกิน 1 ชั่วโมง ควรจะลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ หลีกเลี่ยงการก้มเงย ยกของหนักเป็นประจำ
  • การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบๆ หลัง และหน้าท้องให้แข็งแรง
  • การฝึกยืดกล้ามเนื้อหลัง เพื่อเป็นการลดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลัง
  • ทานยาแก้ปวด หรือกายภาพบำบัด ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ 80% จะมีอาการดีขึ้น

ปวดหลังแบบไหนที่ควรพบแพทย์

  • มีอาการปวดหลังเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน ทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • ปวดหลังร้าวลงไปถึงขา น่อง หรือเท้า มีอาการชาร่วมด้วย
  • มีอาการก่อนแรงของขา กระดกข้อเท้าไม่ได้

หากมีอาการดังกล่าว ควรมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ไม่ควรชะล่าใจหรือปล่อยทิ้งไว้ เพราะคุณอาจกำลังเสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทได้

โรคที่คุณไม่เคยรู้จัก “ตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด”

เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของตะกอนหินปูนในหูชั้นใน โดยปกติแล้วภายในหูชั้นในของเราจะมีอวัยวะที่ควบคุมการทรงตัวได้แก่ Utricle, Saccule และ Semicircular canal ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับก้นหอย ในส่วน Utricle จะมีตะกอนหินปูน (Otoconia) ที่เคลื่อนไปมาโดยไม่หลุด มีหน้าที่รับรู้การเคลื่อนที่ของศีรษะ แต่หากเกิดการสั่นสะเทือนที่ทำให้ตะกอนหินปูนดังกล่าวเกิดหลุดออก แล้วไปเคลื่อนที่ไปอยู่ในส่วน Semicircular canal จะส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลาง และกระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนขึ้นมาได้

อุบัติการณ์

  • อายุ 30-70 ปี มักพบในคนสูงอายุ > 60 ปี
  • เพศหญิง:เพศชาย 1.5-2:1
  • มักเกิดในหูข้างใดข้างหนึ่ง พบในหูสองข้างได้ร้อยละ 15

สาเหตุ

  • ความเสื่อมตามวัย
  • อุบัติเหตุ โดยเฉพาะการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณศีรษะ
  • โรคของหูชั้นใน
  • การผ่าตัดหูชั้นกลางหรือหูชั้นใน
  • การติดเชื้อ
  • หลังผ่าตัดใหญ่ที่ต้องนอนนาน ๆ
  • การเคลื่อนไหวศีรษะซ้ำ ๆ เช่น ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต้องก้ม ๆ เงย ๆ หรือทำความสะอาดที่
  • ต้องก้ม ๆ เงย ๆ บ่อย
  • ไม่ทราบสาเหตุ

อาการ

  • เวียนศีรษะบ้านหมุน โคลงเคลง เสียการทรงตัวเมื่อมีการเคลื่อนไหวของศีรษะอย่างรวดเร็ว
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • อาการมักเป็นวินาทีหรือนาที
  • ไม่มีภาวะหูอื้อหรือเสียงดังในหู
  • สามารถกลับเป็นซ้ำได้อีกในเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี

การรักษา

  • ใช้ยาบรรเทาอาการเวียนศีรษะ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน
  • ทำกายภาพบำบัด เป็นการขยับศีรษะและคอโดยใช้แรงดึงดูดของโลกเพื่อเคลื่อนตะกอนให้กลับเข้าที่
  • บริหารและฝึกระบบประสาททรงตัว